ฎีกาที่ 6678/2541
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
หนี้ จำนอง โดยสภาพเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ซึ่งจะต้องมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันอันเป็นหนี้ประธานเสียก่อนการบังคับ จำนอง เอาแก่ทรัพย์ จำนอง จึงจะกระทำได้ดังนั้น แม้โจทก์จะได้ทำสัญญา จำนอง อันดับที่ 1 กับจำเลยไว้ก่อนก็ตาม แต่เมื่อการไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมซึ่งเป็นหนี้ประธานในคดีนี้เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังวันทำสัญญา จำนอง ดังกล่าว ดังนี้โจทก์จะคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันทำสัญญา จำนอง หาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(1)เป็นเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระแต่กรณีของโจทก์เป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม จึงไม่ใช่กรณีที่จะบังคับเอาดอกเบี้ยค้างชำระเกินกว่า 5 ปี ตามมาตราดังกล่าวโจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมไปจนกว่าโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ จำนอง อันดับที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิจะได้รับชำระครบถ้วน
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ และบังคับ จำนอง เป็นเงิน228,142,339.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลย ยอมชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน 200,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจะผ่อนชำระเป็นรายเดือนตามจำนวนเงินที่กำหนดให้เสร็จภายใน 3 ปี ถ้าหากผิดนัดเดือนใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดจำเลยยอมให้โจทก์บังคับคดีได้เต็มตามฟ้องโดยยึดทรัพย์ที่ จำนอง ออกขายทอดตลาดหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์ขอบังคับคดีและนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 369และ 9680 แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยจดทะเบียน จำนอง ไว้กับโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ จำนอง ดังกล่าวได้เงิน 166,000,000 บาท สำหรับทรัพย์ จำนอง ทั้งสองแปลงนั้นจำเลยได้จดทะเบียน จำนอง เพื่อประกันหนี้สินของจำเลยที่มีอยู่ก่อน หรือที่จะมีขึ้นในอนาคตกับโจทก์ในวงเงิน 30,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี และจำเลยได้จดทะเบียน ขึ้นเงิน จำนอง อีก 5,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 35,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามสัญญาเดิม ต่อมาจำเลยได้นำทรัพย์ จำนอง ทั้งสองแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียน จำนอง ประกันหนี้กับ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน60,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อปี และจำเลย ได้จดทะเบียน จำนอง ที่ดินทั้งสองแปลงประกันหนี้ของจำเลยที่มีอยู่ กับโจทก์อีกในวงเงิน 60,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 17.5 ต่อปี บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด(มหาชน) ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในฐานะ เป็นเจ้าหนี้ จำนอง อันดับ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต ชั้นทำบัญชีรายรับ และรายจ่ายและจัดส่วนเฉลี่ยหนี้ระหว่างเจ้าหนี้ผู้รับ จำนอง ทั้งสามอันดับดังกล่าว บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน)ยื่นคำคัดค้านบัญชีส่วนแบ่งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดีพิจารณาแล้วมีคำสั่งแก้ไขบัญชีส่วนแบ่งใหม่ โดยให้โจทก์ได้รับชำระเงินจากการขายทอดตลาดเป็นเงิน 48,457,824.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ตามสัญญา จำนอง นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2527 จนถึง วันขายทอดตลาด ให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด(มหาชน) ผู้รับ จำนอง อันดับที่ 2 ได้รับเงินส่วนที่เหลือจำนวน 51,586,536.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 38,631,391.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันขายทอดตลาดกับค่าฤชาธรรมเนียม โดยหักเงินจำนวน68,120.55 บาท ที่จำเลยชำระให้หลังฟ้องออกจากดอกเบี้ยก่อนหาก มีเงินเหลือจึงจ่ายให้โจทก์ในฐานะผู้รับ จำนอง อันดับที่ 3 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีทำนองว่าหนี้ของโจทก์มีมากกว่าทรัพย์ จำนอง ที่นำออกขายทอดตลาด โจทก์ควรได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแต่ผู้เดียว บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน)ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของโจทก์ ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขบัญชีส่วนเฉลี่ยเกี่ยวกับหนี้ จำนอง อันดับที่ 1 ของโจทก์ โดยพิจารณา จากสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญา จำนอง เป็นหลักโดยกำหนดให้โจทก์ผู้รับ จำนอง อันดับที่ 1 ได้รับชดใช้ต้นเงินจำนวน 35,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน แต่ทั้งนี้มิให้คิดดอกเบี้ยเกินกว่า 5 ปี และให้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน)ผู้รับ จำนอง อันดับที่ 2 ได้รับเงินส่วนที่เหลือ หากมีเงินเหลือจึงจ่ายให้โจทก์ในฐานะผู้รับ จำนอง อันดับที่ 3 โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 369 และ 9680 แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2520 จำเลยได้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปจดทะเบียน จำนอง เพื่อประกันหนี้สินต่าง ๆ ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน30,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี วันที่10 มิถุนายน 2520 จำเลยได้ขอขึ้นเงิน จำนอง ครั้งที่ 1 จำนวน 5,000,000 บาท ส่วนเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เป็นไปตามสัญญาเดิม วันที่ 27 กรกฎาคม 2520 จำเลยนำที่ดินทั้งสองแปลงไปจดทะเบียน จำนอง ประกันหนี้ของจำเลยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด(มหาชน) ผู้คัดค้าน เป็นจำนวนเงิน 30,000,000 บาท ดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยจดทะเบียน จำนอง เป็นประกัน อันดับที่ 2 วันที่ 17 พฤษภาคม 2523 ตกลงแก้ไขอัตราดอกเบี้ย เป็นร้อยละ 20 ต่อปี วันที่ 19 สิงหาคม 2526 จำเลยได้ขอขึ้น เงิน จำนอง อีกจำนวน 30,000,000 บาท รวมเป็นเงิน จำนอง 60,000,000 บาท เงื่อนไขต่าง ๆ เป็นไปตามสัญญาเดิม ในวันเดียวกันจำเลยได้จดทะเบียน จำนอง ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเพื่อเป็นประกันหนี้สินต่าง ๆ ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อีกเป็นเงิน 60,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี โดยจดทะเบียน จำนอง เป็นอันดับที่ 3 ต่อมาจำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงฟ้องบังคับ จำนอง ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 228,142,339.62 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะ ชำระเสร็จ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า บัญชีส่วนเฉลี่ยที่ เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำขึ้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญา จำนอง อันดับที่ 1ของโจทก์มีผลเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมนั้นไม่ถูกต้อง เพราะหนี้ตามสัญญา จำนอง ได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันทำสัญญา จำนอง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2520 และวันที่ 10 มิถุนายน 2520 การทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการแปลงหนี้ใหม่ มีผลเพียงให้หนี้เดิมระงับ แต่หนี้ จำนอง ซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์มิได้ระงับหนี้ จำนอง จะมีเพียงใดต้องคำนวณนับแต่วันทำสัญญา จำนอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยสำหรับหนี้ จำนอง อันดับที่ 1 ตั้งแต่ วันทำสัญญา จำนอง แต่ละฉบับไปจนถึงวันที่มีการบอกกล่าวบังคับ จำนอง นั้น เห็นว่า หนี้ จำนอง โดยสภาพเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ซึ่งจะต้องมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันอันเป็นหนี้ประธานเสียก่อนการบังคับ จำนอง เอาแก่ทรัพย์ จำนอง จึงจะกระทำได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะได้ทำสัญญา จำนอง อันดับที่ 1 กับจำเลยตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2520 และวันที่ 10 มิถุนายน 2520 ก็ตาม แต่เมื่อการไม่ชำระหนี้ ตามคำพิพากษาตามยอมซึ่งเป็นหนี้ประธานในคดีนี้เพิ่งเกิดขึ้น ภายหลังวันทำสัญญา จำนอง ดังกล่าว โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยตั้งแต่ วันทำสัญญา จำนอง หาได้ไม่ โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ จำนอง อันดับที่ 1 โดยคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเป็นต้นไป แต่มิให้คิดดอกเบี้ยเกินกว่า 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33(1) เป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระ แต่กรณีของโจทก์เป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม จึงไม่ใช่กรณีที่จะบังคับเอาดอกเบี้ยค้างชำระ เกินกว่า 5 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมไปจนกว่าโจทก์ ในฐานะเจ้าหนี้ จำนอง อันดับที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิจะได้รับ ชำระครบถ้วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขบัญชีส่วนเฉลี่ยเกี่ยวกับหนี้ จำนอง อันดับ 1 ของโจทก์ โดยให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ จำนอง อันดับที่ 1 ได้รับชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมไปจนกว่าจะได้รับชำระครบถ้วนตามบุริมสิทธิ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6678/2541 ธนาคารส หมา ลา ยัน จำกัด โจทก์ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ไอทีเอฟ จำกัด ( มหาชน ผู้คัดค้าน บริษัท ยูไอเอ็ม จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 193/33 (1) , ม. 715 (1)