ฎีกาที่ 7338/2541
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การที่โจทก์นำ ภาษี มูลค่าเพิ่มตามใบกำกับ ภาษี ปลอมมาเป็น ภาษี ซื้อคำนวณหักออกจาก ภาษี ขายในการยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม ซึ่งเข้าลักษณะความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(7) นั้น ย่อมเป็นการยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้องและแสดง ภาษี ซื้อเกินไปอันเข้าลักษณะความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(4)อยู่ด้วยในตัว แต่เมื่อมาตรา 89(7) กำหนดให้เสียเบี้ยปรับสองเท่า ย่อมเห็นได้ว่ามุ่งหมายจะลงโทษปรับให้สูงขึ้นโดยให้รับผิดตามมาตรา 89(7) เพียงอนุมาตราเดียว หาได้มุ่งหมายให้ปรับทุกอนุมาตรารวมกัน โจทก์จึงหาต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4)อีกด้วยไม่ ประมวลรัษฎากร มาตรา 89 วรรคสอง บัญญัติให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำหนดระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับ ภาษี มูลค่าเพิ่ม ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.37/2534 ดังกล่าววางระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับ ภาษี มูลค่าเพิ่มไว้ คำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวจึงเป็นเรื่องระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับ ภาษี มูลค่าเพิ่มแต่ประเด็นแห่งคดีนี้เป็นเรื่องอำนาจในการเรียกเก็บเบี้ยปรับของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ว่าเรียกเก็บได้กี่อนุมาตราจึงไม่อาจนำคำสั่งดังกล่าวมาใช้กับคดีนี้ได้ จึงชอบที่ศาล ภาษี อากรจะวินิจฉัยให้โจทก์เสียเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวน ภาษี ตามมาตรา 89(7) เพียงอนุมาตราเดียว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แต่ถ้าศาลเห็นว่าโจทก์ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มก็ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ด้วย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้องบางส่วน โดยให้โจทก์รับผิดเสียเบี้ยปรับสองเท่าของ ภาษี ที่ต้องชำระเป็นเงิน 1,205,507.06 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าใบกำกับ ภาษี จำนวน 140 ฉบับ ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 234 ถึง 373 ซึ่งโจทก์นำ ภาษี มูลค่าเพิ่มตามใบกำกับ ภาษี ดังกล่าวมาเป็น ภาษี ซื้อคำนวณหักออกจาก ภาษี ขายในการยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มสำหรับปี 2538 เป็นใบกำกับ ภาษี ปลอม คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่าศาล ภาษี อากรกลางวินิจฉัยให้โจทก์เสียเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวน ภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(7) เพียงอนุมาตราเดียวชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์นำ ภาษี มูลค่าเพิ่มตามใบกำกับ ภาษี ปลอมมาเป็น ภาษี ซื้อคำนวณหักออกจาก ภาษี ขายในการยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มซึ่งเข้าลักษณะความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(7) นั้นย่อมเป็นการยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้องและแสดง ภาษี ซื้อเกินไปอันเข้าลักษณะความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(4) อยู่ด้วยในตัว แต่เมื่อ มาตรา 89(7) กำหนดให้เสียเบี้ยปรับสองเท่า ย่อมเห็นได้ว่ามุ่งหมายจะลงโทษปรับให้สูงขึ้นโดยให้รับผิดตามมาตรา 89(7) เพียงอนุมาตราเดียว หาได้มุ่งหมายให้ปรับทุกอนุมาตรารวมกันดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ไม่ โจทก์จึงหาต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) อีกด้วยไม่ ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า การลดหรืองดเบี้ยปรับในส่วนของ ภาษี มูลค่าเพิ่มเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรซึ่งได้วางระเบียบว่าด้วยการลดหรืองดเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากรมาตรา 89 ไว้เป็นพิเศษแล้วโดยออกคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.37/2534 โจทก์จึงต้องรับผิดทั้งสองอนุมาตรานั้น เห็นว่า มาตรา 89 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากร โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำหนดระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับ ภาษี มูลค่าเพิ่ม ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.37/2534 ดังกล่าววางระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับ ภาษี มูลค่าเพิ่มไว้ คำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวจึงเป็นเรื่องระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับ ภาษี มูลค่าเพิ่ม แต่ประเด็นแห่งคดีนี้เป็นเรื่องอำนาจในการเรียกเก็บเบี้ยปรับของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ว่าเรียกเก็บได้กี่อนุมาตรา ฉะนั้น จึงไม่อาจนำคำสั่งดังกล่าวมาใช้กับคดีนี้ได้ที่ศาล ภาษี อากรกลางวินิจฉัยให้โจทก์เสียเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวน ภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(7) เพียงอนุมาตราเดียวจึงชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7338/2541 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส่งสวัสดิ์ อินเตอร์เนชั่นแนล โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย ป.รัษฎากร ม. 89 (4) , ม. 89 (7) , ม. 89 วรรคสอง คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.37/2534