ฎีกาที่ 4420/2541
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้โดยอ้างการ ครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทนั้นไปแล้ว คดีได้เสร็จสิ้นกระบวนการสมบูรณ์แล้วตั้งแต่วันที่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนให้ผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลชั้นต้นตั้งแต่ก่อนวันที่ผู้ร้องสอดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความเกิน10 ปี การบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นก็ไม่มีอีกต่อไป ผู้ร้องสอดจึงไม่มีส่วนได้เสียและไม่มีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) ในคดนี้ได้
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องทั้งสามได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 8168 โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า นายแจ่ม โพธิ์แป้น เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 8168ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งแปลงนี้ตลอดมา เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2526 นายแจ่มได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดในราคา 390,827.50 บาท กำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดในวันที่ 3 สิงหาคม 2526ผู้ร้องสอดได้ชำระราคาที่ดินเสร็จแล้ว แต่นายแจ่มผิดสัญญาไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้ร้องสอดตามกำหนดดังกล่าว ครั้นวันที่ 24 พฤษภาคม 2527 นายแจ่มถึงแก่ความตายผู้ร้องสอดจึงฟ้องนางแจ่ม โพธิ์แป้น ในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนายแจ่มให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดตามสัญญาจะซื้อจะขายตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 338/2530 ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวผู้ร้องทั้งสามสมคบกับทายาทของนายแจ่มยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในคดีนี้อันเป็นความเท็จและแสดงพยานหลักฐานเท็จ ทำให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งสามได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องสอดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับนายแจ่มโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนย่อมอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิก่อนผู้ร้องทั้งสามที่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลที่ให้ผู้ร้องทั้งสามได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และให้ผู้ร้องทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกลับคืนสู่ฐานะเดิม ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องสอดไม่อยู่ในฐานะที่จะขอจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300 ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอด ในวันนัดพร้อม ผู้ร้องสอดแถลงรับว่า ผู้ร้องทั้งสามเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 8168 ตั้งแต่ปี 2528 ตามสารบัญจดทะเบียนที่ศาลขอดูสำนวนของทนายผู้ร้องสอดประกอบกับคำร้องของผู้ร้องทั้งสามที่ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายได้ จึงงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ร้องสอดมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามคำสั่งศาลที่จะร้องสอดได้ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องสอดชอบที่จะต้องขอเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ได้ ดังที่ผู้ร้องสอดฎีกาหรือไม่ ผู้ร้องสอดฎีกาว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากนายแจ่ม โพธิ์แป้น เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม ขณะนายแจ่มถึงแก่ความตายนายแจ่มยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอด ต่อมาผู้ร้องทั้งสามสมคบกับทายาทของนายแจ่มยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยอ้างการ ครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสามได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทนั้น ผู้ร้องสอดซึ่งมิได้ร้องคัดค้านในคราวที่ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดจึงเป็นบุคคลภายนอกที่ถูกโต้แย้งสิทธิและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ผู้ร้องสอดชอบที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)เห็นว่า คดีที่ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยอ้างการ ครอบครองปรปักษ์ ได้เสร็จสิ้นกระบวนการสมบูรณ์แล้วตั้งแต่วันที่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนให้ผู้ร้องทั้งสามเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลชั้นต้นคือตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2528 ก่อนวันที่ผู้ร้องสอดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความเกิน 10 ปี เมื่อกระบวนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นก็ไม่มีอีกต่อไปผู้ร้องสอดจึงไม่มีส่วนได้เสียและไม่มีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4420/2541 นาย สนธยา โพธิ์ แป้น กับพวก ผู้ร้อง ผู้ร้องสอด ผู้ร้อง นาย ธีรชัย เทพ อยู่ อำนวย ผู้ร้อง ป.พ.พ. ม. 1300 , ม. 1382 ป.วิ.พ. ม. 57 (1) , ม. 147 , ม. 188 , ม. 271