ฎีกาที่ 4888/2541
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยต่างแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2394 ในคราวเดียวกัน เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ คงมีที่ดินของจำเลยเพียงแปลงเดียวที่อยู่ติดทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นจากที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งที่แบ่งแยกในคราวเดียวกัน รวมถึงที่ดินของจำเลยได้โดยตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 หาใช่มีสิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นได้แต่เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 2394 แปลงเดิมส่วนที่คงเหลือจากการแบ่งแยกแบ่งโอนกันแล้วเท่านั้นไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ทางพิพาทเป็นทาง ภาระจำยอม หรือทางจำเป็นหรือไม่ ถือได้ว่ามีประเด็นในเรื่องความกว้างยาวของทางจำเป็นด้วยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยเพราะถือว่าไม่มีประเด็นจึงเป็นการไม่ชอบ
ย่อยาว
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางเดินกว้าง 2.50 เมตร ยาว 300 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 45560 , 45559 , 45558 , 45557 และ 45556 เป็นทางจำเป็นหรือทาง ภาระจำยอม ให้จำเลยไปจดทะเบียนในโฉนดที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็นหรือทาง ภาระจำยอม ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยไม่ไปขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไป หากจำเลยไม่รื้อถอนก็ให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณานัดสืบพยานจำเลย เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2539 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฝ่ายจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป เป็นอันหมดพยานจำเลย คดีเสร็จการพิจารณา นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 เวลา 13.30 นาฬิกา จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 23 เมษายน 2539 ว่า ในวันเวลาที่ศาลนัดทนายจำเลยและพยานจำเลยไปศาลแล้ว แต่มิได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ทราบ เนื่องจากพยานจำเลยมอบเอกสารสำคัญเป็นพยาน ทนายจำเลยจึงไปดำเนินการเพื่อยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมที่แผนกรับคำร้อง โดยให้พยานจำเลยดำเนินการถ่ายเอกสาร จำเลยมิได้จงใจขาดนัด จำเลยประสงค์จะสืบพยานสำคัญอีก 4 ปาก เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเดิมและสืบพยานจำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ทางพิพาทกว้าง 2.50 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินด้านเหนือในที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ 45560 ไม่เป็นทาง ภาระจำยอม แต่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสองโฉนดเลขที่ 45557และ 45559 ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ตามลำดับ พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนทางดังกล่าวเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 45557 และ 45559 หากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกจากทางพิพาท หากจำเลยไม่รื้อก็ให้โจทก์รื้อถอนได้เอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า คำขอที่ว่า หากจำเลยไม่รื้อถอนสิ่งก่อสร้างให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนได้เอง กับคำขอที่ให้จำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในโฉนดที่ดินจำเลย หากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2394 จึงฟ้องให้ที่ดินเป็นทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะที่ดินโฉนดแปลงเดิม คือที่ดินโฉนดเลขที่ 2394 เท่านั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า เดิมนางฟักเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2394 ต่อมาปี 2533 นางฟักแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยและออกโฉนดที่ดินใหม่รวม 5 แปลง จำเลยได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 45560 นางหนูได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 45559 โจทก์ที่ 1 ได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 45557 ต่อมาที่ดินนางหนูตกเป็นของโจทก์ที่ 2 เห็นว่า เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยต่างแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2394 ในคราวเดียวกัน เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ คงมีที่ดินของจำเลยเพียงแปลงเดียวที่อยู่ติดทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นจากที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งที่แบ่งแยกในคราวเดียวกัน รวมถึงที่ดินของจำเลยได้โดยตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 หาใช่มีสิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นได้แต่เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 2394 แปลงเดิมส่วนที่คงเหลือจากการแบ่งแยกแบ่งโอนกันแล้วเท่านั้นไม่ ประเด็นที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ทางจำเป็นกว้าง 2.50 เมตร จำเลยยังไม่เห็นด้วยเพราะที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นพิพาทว่าทางจำเป็นกว้างเท่าใด และจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านเพราะจำเลยมั่นใจว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางจำเป็น แต่เมื่อศาลฟังว่าเป็นทางจำเป็นก็ต้องกำหนดให้เพียงประโยชน์ในการผ่านเข้าออก และให้จำเลยเสียหายเพียงเล็กน้อย ขอให้ศาลฎีกากำหนดให้ทางจำเป็นกว้างไม่เกิน 1 เมตร นั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ทางพิพาทเป็นทาง ภาระจำยอม หรือทางจำเป็นหรือไม่ ถือได้ว่ามีประเด็นในเรื่องความกว้างยาวของทางจำเป็นด้วยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยเพราะถือว่าไม่มีประเด็น จึงเป็นการไม่ชอบ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4888/2541 นางเขียว คล้ายก้อน กับพวก โจทก์ นายนา ทองบรรจบ จำเลย ป.พ.พ. ม. 1349 , ม. 1350 ป.วิ.พ. ม. 183