ฎีกาที่ 4472/2541
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้ขณะที่จำเลยกระชากกระเป๋าถือของผู้เสียหาย จำเลยไม่ได้ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือได้ใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย แต่หลังจากจำเลยกระชากกระเป๋าถือของผู้เสียหายแล้วจำเลยได้วิ่งหนีไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ห่างจากที่ผู้เสียหายถูกกระชาก สร้อยเพียง 1 ถึง 2 เมตร เพื่อหลบหนี แต่ถูก ส.วิ่งไปผลักจนรถจักรยานยนต์ล้มลง จำเลยจึงชักอาวุธมีดออกมาจะแทงส. การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังต่อเนื่องและเกี่ยวพันกันโดยตลอดและยังไม่ขาดตอนจากการวิ่งราวทรัพย์ ทั้งการที่จำเลยชักอาวุธมีดออกมาจะแทง ส.ทันทีที่ส. ผลักรถจักรยานยนต์ล้มลงนั้น เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ชัดว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาขู่เข็ญไม่ให้ ส. ขัดขวางการหลบหนี เพื่อให้พ้นจากการจับกุมและเพื่อการพาทรัพย์ไป และแม้ ส. จะมิใช่ผู้เสียหายแต่เมื่อจำเลยกระทำโดยมีเจตนาดังกล่าวและการกระทำของจำเลยยังไม่ขาดตอนจากการกระชากกระเป๋าถือของผู้เสียหายถือได้ว่าจำเลยกระชากกระเป๋าถือผู้เสียหายโดยขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมแล้ว จึงเป็นความผิดฐาน ชิงทรัพย์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี, 371, 33, 83, 91 และริบมีดของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 339 วรรคสอง, 340 ตรี, 371 เรียงกระทงลงโทษฐาน ชิงทรัพย์ โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะจำคุกคนละ 18 ปี ฐานพาอาวุธมีดปรับคนละ 100 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 9 ปี ปรับคนละ 50 บาทไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ริบมีดของกลาง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกา จำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐาน ชิงทรัพย์ หรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2540 เวลาประมาณ7 นาฬิกา จำเลยที่ 1 กระชากกระเป๋าถือของผู้เสียหายแล้ววิ่งหนีไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับในลักษณะชะลอรับจำเลยที่ 1 และห่างจากผู้เสียหายประมาณ 1 ถึง 2 เมตร เมื่อผู้เสียหายร้องตะโกนขอความช่วยเหลือนายสิงห์ พงษ์รัตน์ซึ่งเดินสวนทางมาเห็นเหตุการณ์จึงเข้าขัดขวางมิให้จำเลยที่ 1หลบหนี โดยผลักรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับจนล้มลง และจำเลยทั้งสองล้มลงด้วย จำเลยที่ 1 ชักอาวุธมีดยาวประมาณ10 นิ้ว ออกมาจะแทงนายสิงห์ นายสิงห์จึงใช้ไม้ตีจำเลยที่ 1เห็นว่า แม้ขณะที่จำเลยที่ 1 กระชากกระเป๋าถือของผู้เสียหายจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือได้ใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย แต่หลังจากจำเลยที่ 1กระชากกระเป๋าถือของผู้เสียหายแล้วได้วิ่งหนีไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ห่างจากที่ผู้เสียหายถูกกระชากสร้อยเพียง1 ถึง 2 เมตร เพื่อหลบหนี จึงถูกนายสิงห์วิ่งไปผลักจนรถจักรยานยนต์ล้มลง จำเลยที่ 1 จึงชักอาวุธออกมาจะแทงนายสิงห์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวทั้งสองกรณียังต่อเนื่องและเกี่ยวพันกันโดยตลอด และยังไม่ขาดตอนจากการวิ่งราวทรัพย์ ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ชักอาวุธมีดออกมาจะแทงนายสิงห์ทันทีที่นายสิงห์ผลักรถจักรยานยนต์ล้มลงนั้น เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ชัดว่า จำเลยกระทำโดยมีเจตนาขู่เข็ญไม่ให้นายสิงห์ขัดขวางการหลบหนีเพื่อให้พ้นจากการจับกุมและเพื่อการพาทรัพย์ไป และแม้นายสิงห์จะมิใช่ผู้เสียหายแต่เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำโดยมีเจตนาดังกล่าว และการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ขาดตอนจากการกระชากกระเป๋าถือของผู้เสียหายถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระชากกระเป๋าถือผู้เสียหายโดยขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมแล้ว จึงเป็นความผิดฐาน ชิงทรัพย์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4472/2541 พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์ นาย สุรัชหรือสุรัตน์ มิทยัพ กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 339