ฎีกาที่ 8475/2540
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สิทธิที่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญา เช่าซื้อ ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว เมื่อผู้ เช่าซื้อ ตาย ทายาทจึงสืบสิทธิของผู้ เช่าซื้อ ได้ และจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีหน้าที่ ตามกฎหมายที่จะต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกจึงมีสิทธิ ที่จะเข้าสืบสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ เพื่อดำเนินการแบ่งปัน ให้ทายาทต่อไปได้ หลังจาก อ. ผู้ เช่าซื้อ ถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ และชำระเงินค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยได้เข้าสืบสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ แล้ว โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้จัดการมรดก อ. ผู้ตายและ อ. มีทายาทหลายคน ดังนั้น แม้จำเลยจะสืบสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ก็เป็นการสืบสิทธิในฐานะผู้จัดการมรดกอ. เพื่อจะดำเนินการแบ่งปันสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ซึ่งเป็นมรดกของ อ. ให้แก่ทายาทต่อไปเท่านั้นตราบใดที่จำเลยยังไม่ได้แบ่งปันสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ให้แก่ทายาทคนใด ตราบนั้นสิทธิและหน้าที่ตามสัญญา เช่าซื้อ ก็ยังคงเป็นมรดกของ อ. อยู่ และเมื่อสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ผู้ให้ เช่าซื้อ เป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา เช่าซื้อ และเป็นสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ที่มีต่ออ.เจ้ามรดกสำหรับคดีนี้เมื่อโจทก์ทราบว่าอ.ถึงแก่ความตายเมื่อเดือนเมษายน 2537 และโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 19 กรกฎาคม 2537 จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า นายอดุลย์ อนุรักษ์ ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์หลังจากทำสัญญาแล้วนายอดุลย์ได้ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ แก่โจทก์ตามสัญญา โดยบางเดือนก็ชำระบางเดือนก็ไม่ชำระ ครั้งสุดท้ายนายอดุลย์ได้ชำระค่า เช่าซื้อ แก่โจทก์เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2536เป็นเงิน 36,800 บาทแล้วไม่ชำระอีกเลย ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน 2537 โจทก์จึงทราบว่านายอดุลย์ถึงแก่ความตายและจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล เมื่อนายอดุลย์ตายแล้วจำเลยได้สวมสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ โดยการครอบครองและใช้รถของโจทก์ตลอดมา แต่จำเลยมิได้ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้าง 257,600 บาท แก่โจทก์ สัญญา เช่าซื้อ จึงเลิกกันทันที ขอให้บังคับจำเลยคืนรถคันที่ เช่าซื้อ แก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 500,000 บาท กับให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 585,000 บาท และเดือนละ 39,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนรถหรือใช้ราคาแก่โจทก์และให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,085,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะนายอดุลย์ถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2535 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถคันที่ เช่าซื้อ จากโจทก์คืนหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 350,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ ไปแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน350,000 บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า จำเลยครอบครองและใช้ทรัพย์ของโจทก์หาประโยชน์ ทั้งชำระค่า เช่าซื้อ แก่โจทก์ต่อมาเท่ากับได้สืบสิทธิและหน้าที่ตามสัญญา เช่าซื้อ ต่อไปแล้วจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา เช่าซื้อ ต่อไป ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า นายอดุลย์ เช่าซื้อ รถยนต์คันพิพาทจากโจทก์ ต่อมานายอดุลย์ถึงแก่ความตาย จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอดุลย์ได้ครอบครองและใช้ประโยชน์รถยนต์ที่ เช่าซื้อ ตลอดมาเป็นการเข้าสวมสิทธิในสัญญา เช่าซื้อ ต่อจากนายอดุลย์ผู้ตาย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา เช่าซื้อ ดังกล่าวในฐานะผู้ เช่าซื้อ ด้วยการชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้าง แต่จำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยให้ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนและชำระค่าเสียหายให้โจทก์ เห็นว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 สัญญา เช่าซื้อ ไม่ใช่สัญญาเช่าธรรมดาแต่มีคำมั่นว่าจะขายทรัพย์โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินกันเป็นครั้งคราวรวมอยู่ด้วย ถ้าผู้ เช่าซื้อ ชำระเงินแก่ผู้ให้ เช่าซื้อ ครบถ้วนตามเงื่อนไขก็จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น สิทธิที่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนี้ ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว สัญญา เช่าซื้อ จึงมีผลที่สืบสิทธิกันได้ เมื่อนายอดุลย์ผู้ เช่าซื้อ ตายทายาทจึงสืบสิทธิของนายอดุลย์ผู้ เช่าซื้อ ได้ จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกจึงมีสิทธิที่จะเข้าสืบสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ เพื่อดำเนินการแบ่งปันให้ทายาทต่อไป ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากนายอดุลย์ถึงแก่ความตายแล้วจำเลยได้ครอบครองรถยนต์และชำระเงินงวดที่ 19 ให้โจทก์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2536 พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยได้เข้าสืบสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ แล้ว โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า โจทก์เพิ่งทราบการตายของนายอดุลย์เมื่อเดือนเมษายน 2537 และได้ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม2537 หลังจากทราบว่านายอดุลย์ตายเพียง 3 เดือนเศษ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกนายอดุลย์ผู้ตาย และข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า นายอดุลย์มีทายาทหลายคน ดังนั้น แม้จำเลยจะสืบสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ก็เป็นการสืบสิทธิในฐานะผู้จัดการมรดกนายอดุลย์ เพื่อจะดำเนินการแบ่งปันสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ซึ่งเป็นมรดกของนายอดุลย์ให้แก่ทายาทต่อไปเท่านั้น ตราบใดที่จำเลยยังไม่ได้แบ่งปันสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ให้แก่ทายาทคนใด ตราบนั้นสิทธิและหน้าที่ตามสัญญา เช่าซื้อ ก็ยังคงเป็นมรดกของนายอดุลย์อยู่สิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย 300,000 บาท ของโจทก์เป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา เช่าซื้อ ฉะนั้น จึงเป็นสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ที่มีต่อนายอดุลย์เจ้ามรดก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม มิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายอดุลย์เจ้ามรดก ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายอดุลย์เจ้ามรดกเมื่อใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยศาลฎีกาเห็นว่า เพื่อมิให้คดีล่าช้าเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ข้อนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า เชื่อว่าโจทก์ทราบว่านายอดุลย์ถึงแก่ความตายเมื่อเดือนเมษายน 2537 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 19 กรกฎาคม 2537 จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 วรรคสาม แต่ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์เดือนละ 20,000 บาท 15 เดือน เป็นเงิน 300,000 บาท นั้นเห็นว่าสูงเกินส่วนเมื่อพิเคราะห์ถึงราคา เช่าซื้อ เงินที่นายอดุลย์ได้ชำระในวันทำสัญญา เงินที่นายอดุลย์และจำเลยได้ชำระไปแล้ว 19 งวด เห็นควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เดือนละ 13,000 บาท 15 เดือน เป็นเงิน 195,000 บาท และเมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ 195,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 195,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8475/2540 บริษัท พิษณุโลก มอเตอร์ เซ ลล์ จำกัด โจทก์ นาง โน รี อนุรักษ์ ใน ฐานะ ผู้จัดการมรดก ของ จำเลย นาย อดุลย์ อนุรักษ์ ผู้ตาย จำเลย ป.พ.พ. ม. 572 , ม. 574 , ม. 1599 , ม. 1600 , ม. 1716 , ม. 1720 , ม. 1748 , ม. 1754