ฎีกาที่ 8290/2540
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
หลังจากโจทก์ยื่นอุทธรณ์ โจทก์ได้จัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย จำเลยได้รับสำเนาอุทธรณ์แล้วได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์โดยยอมรับว่าจำเลยได้ทำสัญญา เช่าซื้อ ต่อโจทก์จริง ดังนี้การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ย่อมไม่ต้องใช้สัญญา เช่าซื้อ เป็นพยานหลักฐาน แม้สัญญา เช่าซื้อ จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ คดีก็ฟังได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญา เช่าซื้อ กับโจทก์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ เครื่องยนต์จำนวน 1 เครื่อง จากโจทก์ในราคา 721,880 บาท ชำระในวันทำสัญญา170,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระ 18 งวด งวดละเดือนเดือนละ 30,660 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 สิงหาคม 2532งวดต่อไปทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ จำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จากนั้นจำเลยที่ 1ชำระเพียง 521,880 บาท ยังค้างอีก 200,000 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2534 เป็นต้นมา สัญญา เช่าซื้อ เลิกกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 460,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบเครื่องยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเครื่องยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเครื่องยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ในสภาพที่ใช้การได้ดี มิฉะนั้นให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 24,000 บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์ในการใช้ทรัพย์เป็นเงิน 13,800 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 300 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบเครื่องยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จทั้งนี้ต้องไม่เกิน 12 เดือน คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลังจากโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้ว ได้จัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ได้รับสำเนาอุทธรณ์แล้วได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ไว้โดยยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ ต่อโจทก์จริง การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ย่อมไม่ต้องใช้สัญญา เช่าซื้อ เป็นพยานหลักฐาน ฉะนั้นแม้สัญญา เช่าซื้อ จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ คดีก็ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ เครื่องยนต์กับโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอ้างเหตุว่าสัญญา เช่าซื้อ ไม่ปิดอากรแสตมป์ เท่ากับโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานจึงไม่ชอบ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า โจทก์ควรได้รับชดใช้ค่าเสียหายจำนวนเพียงใด ประเด็นนี้แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัยไว้ แต่โจทก์ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งได้สืบพยานไว้แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีก แล้วศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเครื่องยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ในสภาพที่ใช้การได้ดี ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้เงิน30,660 บาท และร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์อีก17,629.50 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ383.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบเครื่องยนต์คืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8290/2540 บริษัท เค้น มอเตอร์ เวอคส์ จำกัด โจทก์ นาย ก้อง ภูศิริ กับพวก จำเลย ป.รัษฎากร ม. 118 ป.พ.พ. ม. 572 ป.วิ.พ. ม. 240