ฎีกาที่ 7812/2540
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อสัญญา เช่าซื้อ ระงับ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ เช่าซื้อ มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไปคืนแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ไม่ส่งมอบรถคืน มีผลทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะใช้รถนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แม้สัญญา เช่าซื้อ ที่ทำขึ้นจะมีข้อความระบุทำนองว่า หากผู้ เช่าซื้อ ไม่ชำระค่า เช่าซื้อ และค่าเสียหายหรือเงินใด ๆ ตามสัญญา ผู้ เช่าซื้อ ยินยอมเสียดอกเบี้ยในเงินต้นที่ผิดนัดให้แก่เจ้าของในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เมื่อสัญญา เช่าซื้อ นั้นเลิกกันแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ เช่าซื้อ ย่อมไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากฝ่ายจำเลยในอัตราดังกล่าวตามสัญญา หากแต่คงมีสิทธิเรียกให้ฝ่ายจำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดเพียงในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรก
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า นางกรรณิการ์ สวนทอง ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์บรรทุกไปจากโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับโอนสิทธิการ เช่าซื้อ จากนางกรรณิการ์ โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์เป็นรายงวด รวมทั้งสิ้น 1,038,200 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัด สัญญา เช่าซื้อ เป็นอันเลิกกัน โจทก์ติดตามรถยนต์คืนได้จากจำเลยที่ 1 โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 739,145 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามให้การว่า ขณะที่นางกรรณิการ์ เช่าซื้อ รถยนต์จากโจทก์มีเฉพาะส่วนหัวกับคัสซีซึ่งราคาเงินสด 970,000 บาท และชำระให้โจทก์ไปแล้ว 251,900 บาทจำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์อีก 322,200 บาท รวมเป็นค่า เช่าซื้อ ที่โจทก์ได้รับแล้ว 574,000บาท และจำเลยที่ 1 ยังได้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์อีก 80,000 บาท เมื่อซื้อแล้วได้มีการต่อเติมตัวรถรวมทั้งติดตั้งเครื่องปรับอากาศและวิทยุเทปเป็นเงิน 270,000 บาท ในขณะที่โจทก์ยึดกลับคืนไปนั้นรถยนต์มีราคา 700,000 บาท เมื่อรวมกับจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับไปจากนางกรรณิการ์และจำเลยที่ 1 คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 1,355,100 บาท โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 181,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามได้จำนวนเพียงใด เห็นว่า เมื่อสัญญา เช่าซื้อ ระงับจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบรถคืนให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งคืนรถย่อมทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะใช้รถนั้น จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ นายวิศักดิ์ นิราศรผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า นางกรรณิการ์ เช่าซื้อ รถยนต์ราคาเดิม 1,290,100บาท ชำระค่า เช่าซื้อ อยู่ 7 งวด ต่อมานางกรรณิการ์โอนสิทธิการ เช่าซื้อ ให้จำเลยที่ 1หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ต่ออีก 7 งวด ก็ผิดสัญญา ยอดเงินค่า เช่าซื้อ และค่างวดที่โจทก์ได้รับชำระหนี้หากคำนวณแบบไม่รวมดอกเบี้ย ราคารถยนต์จะเป็นเงิน890,000 บาท ค่างวด 14 งวด จะเป็นเงิน 346,000 บาท ราคารถของโจทก์ที่ยังขาดสุทธิจึงเป็นเงิน 544,000 บาท นอกจากนี้รถที่โจทก์ให้ เช่าซื้อ ไปผู้ เช่าซื้อ ได้นำไปติดตั้งกระบะ แอร์ วิทยุเทปและฟิล์มกรองแสงซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบว่ามีมูลค่า 270,000 บาทโจทก์ก็ได้ยอมรับในคำแก้อุทธรณ์ว่า ค่าอุปกรณ์ดังกล่าวหากโจทก์จะต้องชดใช้ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ย่อมไม่เกิน 100,000 บาท ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่สูงขึ้นของรถที่ให้ เช่าซื้อ อีกทั้งในระหว่างผิดนัดจำเลยที่ 1 ก็ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ไปบางส่วนแล้ว จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 18 เดือน เป็นเงิน 90,000 บาท ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากค่าขาดประโยชน์ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 ระบุว่าหากผู้ เช่าซื้อ ไม่ชำระค่า เช่าซื้อ และหรือค่าเสียหายหรือเงินใด ๆ ตามสัญญานี้ยินยอมเสียดอกเบี้ยในเงินต้นที่ผิดนัดให้แก่เจ้าของ...ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้นเป็นการใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายตามสัญญา ฉะนั้น เมื่อสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาข้อดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสามมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 91,000 บาท ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7812/2540 บริษัท โค้วยู่ฮะกรุงเทพ จำกัด โจทก์ นาง มาลี ทองคอนโต กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 224 วรรคแรก , ม. 572