ฎีกาที่ 7495/2540
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้ว่ามรดกนั้นมีเพียงหนี้สินที่เจ้ามรดกจะต้องรับผิดตามสัญญาที่ทำไว้แก่บุคคลภายนอกโดยไม่มีทรัพย์สินอื่น ๆอีกก็ตาม แต่ทายาทก็ไม่อาจอ้างว่าตนไม่ต้องรับผิดชอบตามสัญญาที่เจ้ามรดกทำไว้ หากมีการผิดสัญญาและเป็นกรณีที่ไม่เปิดช่องให้บังคับในการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญา ทายาทผู้รับมรดกก็ต้องรับผิดในส่วนที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาหรือต้องชำระเบี้ยปรับตามที่กำหนดในสัญญาด้วย การที่เจ้าพนักงานที่ดินจะรับแจ้งอายัดที่ดินขึ้นอยู่ในดุลพินิจของเจ้าพนักงานว่าผู้แจ้งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินหรือไม่ เหตุที่เจ้าพนักงานที่ดินใช้ดุลพินิจรับแจ้งการอายัดของจำเลย เพราะเห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียแม้ว่าขณะนั้นชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทจะมิใช่ช.แต่ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายจำเลยอาจบังคับให้ช.หรือทายาทต้องปฏิบัติตามสัญญาได้ อันจะส่งผลให้ต้องเพิกถอน การจดทะเบียนภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ขออายัด เมื่อ ไม่มีคำสั่งศาลให้เพิกถอนการอายัด ย่อมทำให้การอายัดมีผล ต่อไปจนกว่าศาลในคดีที่ผู้ขออายัดได้ยื่นฟ้องไว้จะสั่งให้ ถอนการอายัดหรือมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด จึงเป็น กรณีที่จำเลยใช้สิทธิที่มีอยู่ในฐานะผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ดินพิพาทจาก ช.ก่อนที่ช. จะโอนสิทธิการ เช่าซื้อ ให้แก่ จ. ผู้เป็นบุตร จำเลยจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ หากโจทก์จะ เสียหายอย่างไรชอบที่จะต้องว่ากล่าวเองกับผู้ที่ทำสัญญากับ โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2534 โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมกับนางสาวจำเรียง เหมือนโพธิ์ทอง ในที่ดินโฉนดเลขที่ 274 จำนวน 8,000 ส่วน หรือ 20 ไร่ โดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนให้นางสาวจำเรียงเป็นเงิน 1,000,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2534 จำเลยได้อายัดที่ดินตามโฉนดดังกล่าวทั้งแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรีและเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2534 จำเลยได้ฟ้องโจทก์กับนางสาวจำเรียงต่อศาลชั้นต้นเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวทำให้การอายัดมีผลต่อไป โดยจำเลยไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินแปลงดังกล่าวทั้งไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และนางสาวจำเรียงเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นการอายัดที่ไม่ชอบ จงใจกระทำผิดกฎหมายละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 26,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี และค่าเสียหายวันละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาต่างตอบแทนซื้อที่ดินพิพาททั้งแปลงจากนางชุ่ม เหมือนโพธิ์ทอง มารดาของนางสาวจำเรียงเหมือนโพธิ์ทอง ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือสิทธิเดิมไว้ก่อน การอายัดและฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่านายเจริญ เหมือนโพธิ์ทอง ทำสัญญา เช่าซื้อ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 274 เนื้อที่ 39 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา จากสหกรณ์การ เช่าซื้อ ที่ดินธัญบุรี จำกัด แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของผู้ เช่าซื้อ เมื่อ พ.ศ. 2524 นายเจริญถึงแก่ความตายนางชุ่ม เหมือนโพธิ์ทอง ภริยานายเจริญเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ผู้ให้ เช่าซื้อ แทนนายเจริญตามระเบียบของสหกรณ์ผู้ให้ เช่าซื้อ และรับโอนสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ มาด้วย ต่อมานางชุ่มให้นางสาวจำเรียง เหมือนโพธิ์ทอง ซึ่งเป็นบุตรเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์แทนนางชุ่ม และรับโอนสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ โดยได้รับอนุมัติจากสหกรณ์ผู้ให้ เช่าซื้อ วันที่ 20 ธันวาคม 2533สหกรณ์ผู้ให้ เช่าซื้อ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่นางสาวจำเรียง และเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2534 นางสาวจำเรียงตกลงให้โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่20 ไร่ โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ครั้นวันที่ 15 สิงหาคม 2534 จำเลยได้อายัดที่ดินพิพาทตามโฉนดดังกล่าวทั้งแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี และเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2534 จำเลยฟ้องโจทก์กับนางสาวจำเรียงต่อศาลชั้นต้นเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ทำให้การอายัดมีผลต่อไป และคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การที่จำเลยแจ้งอายัดที่ดินพิพาทเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เพียงใด ข้อที่จะต้องพิจารณาคือจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียอันจะเป็นผู้มีสิทธิอายัดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83หรือไม่ เห็นว่าการอายัดที่ดินพิพาทจำเลยอ้างสัญญาต่างตอบแทนเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งนางชุ่มมารดานางสาวจำเรียงทำไว้กับจำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากสหกรณ์ผู้ให้ เช่าซื้อ แต่ขณะที่ทำสัญญายังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของนางชุ่ม จึงต้องพิเคราะห์เอกสารหมาย ล.2 ว่าใช้บังคับได้หรือไม่ และเห็นว่าจำเลยมีพยานบุคคลมาเบิกความประกอบเอกสารโดยอ้างว่า เป็นสัญญาที่นางชุ่มทำไว้กับจำเลย ส่วนฝ่ายโจทก์นำสืบว่าไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อนที่จะถูกจำเลยฟ้องอีกคดีหนึ่งที่ขอให้นางสาวจำเรียงปฏิบัติตามสัญญาหากโอนไม่ได้ให้ใช้เงินแทน พยานหลักฐานฝ่ายจำเลยจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่าฝ่ายโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางชุ่มทำสัญญากับจำเลยตามที่จำเลยอ้างและใช้บังคับได้ระหว่างคู่สัญญา ในส่วนปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าจะผูกพันมาถึงทายาทของนางชุ่มด้วยหรือไม่ เพียงใดนั้นเห็นว่า ในขณะที่ทำสัญญานางชุ่มเป็นสมาชิกสหกรณ์ผู้ให้ เช่าซื้อ และรับโอนสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ระหว่างสหกรณ์ผู้ให้ เช่าซื้อ กับนายเจริญสามีนางชุ่มมาด้วย นางชุ่มจึงอยู่ในฐานะมีสิทธิจะได้มาซึ่งที่ดินพิพาท หากชำระหนี้แก่สหกรณ์ผู้ให้ เช่าซื้อ ครบถ้วนตามระเบียบข้อบังคับของสหกรณ์ได้ เมื่อนางชุ่มถึงแก่ความตายไปก่อน ทายาทผู้รับมรดกจะต้องรับผิดตามสัญญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 แม้ว่ามรดกนั้นมีเพียงหนี้สินที่เจ้ามรดกจะต้องรับผิดตามสัญญาที่ทำไว้แก่บุคคลภายนอกโดยไม่มีทรัพย์สินอื่น ๆ อีกก็ตามทายาทไม่อาจอ้างว่าตนไม่ต้องรับผิดชอบตามสัญญาที่เจ้ามรดกทำไว้เพราะเหตุเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้ว หรือตนไม่ทราบว่าเจ้ามรดกทำสัญญานั้นกับคู่กรณีหากมีการผิดสัญญาและเป็นกรณีที่ไม่เปิดช่องให้บังคับในการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญานางชุ่มหรือทายาทผู้รับมรดกก็ต้องรับผิดในส่วนที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาหรือต้องชำระเบี้ยปรับตามที่กำหนดในสัญญาด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ข้อสัญญาในเอกสารหมาย ล.2 ก็ได้ระบุเบี้ยปรับไว้ในข้อ 3 แล้วดังนั้น นางชุ่มหรือทายาทผู้รับมรดกอาจถูกจำเลยฟ้องให้รับผิดตามสัญญาดังกล่าวได้ เมื่อไม่มีการปฏิบัติตามสัญญาจำเลยย่อมจะต้องได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญา ปัญหาต่อไปมีว่า การที่จำเลยแจ้งอายัดที่ดินพิพาทเป็นการละเมิดทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่ ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 83 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินใดอันอาจจะฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ มีความประสงค์จะขออายัดที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ให้ทำได้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเห็นสมควรให้รับอายัดไว้ได้ไม่เกินกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ขออายัด โดยให้ผู้นั้นไปดำเนินการทางศาลเมื่อศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไปตามควรแก่กรณี" จึงมีข้อที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนที่จะรับอายัดที่ดินตามคำขอของจำเลยเจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวนและใช้ดุลพินิจแล้วเห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสีย แม้ว่าขณะนั้นชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทจะมิใช่นางชุ่ม แต่ตามหนังสือสัญญาต่างตอบแทนอาจบังคับให้นางชุ่มหรือทายาทต้องปฏิบัติตามสัญญาได้ อันจะส่งผลให้ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ขออายัดตามข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกัน จึงถือได้ว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่กล่าวแล้ว เมื่อไม่มีคำสั่งศาลให้เพิกถอนการอายัดย่อมทำให้การอายัดมีผลต่อไปจนกว่าศาลในคดีที่ผู้ขออายัดได้ยื่นฟ้องไว้จะสั่งให้ถอนการอายัดหรือมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด จึงเป็นกรณีที่จำเลยใช้สิทธิที่มีอยู่ในฐานะผู้ทำสัญญาต่างตอบแทนหรือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากนางชุ่มก่อนที่นางชุ่มจะโอนสิทธิการ เช่าซื้อ ให้แก่นางสาวจำเรียงผู้เป็นบุตร แม้ว่านางชุ่มไม่เคยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทก็ตาม เมื่อจำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทจากนางชุ่มทั้งแปลง และเจ้าพนักงานที่ดินผู้รับแจ้งใช้ดุลพินิจแล้วว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์หากโจทก์จะเสียหายอย่างไรชอบที่จะต้องว่ากล่าวเองกับผู้ที่ทำสัญญากับโจทก์ แต่ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานละเมิดได้ เพราะไม่เข้ากรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7495/2540 พันตำรวจเอก กำพล ยุทธ สาร ประสิทธิ์ โจทก์ นาย ชาญ พันธุมรัตน์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 420 , ม. 421 , ม. 1600 , ม. 1601 , ม. 1734 ป.ที่ดิน ม. 83