ฎีกาที่ 7053/2540
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ผู้บริโภค ได้ตกลงจะซื้อที่ดินตามฟ้องโดยมีการวางเงินมัดจำ ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง จึงมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้มีพยานเอกสารมาแสดง ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสารได้ หรือศาลมีอำนาจรับฟังพยานบุคคลของโจทก์ได้ จำเลยได้ตกลงจะสร้างเขื่อนกั้นดินริมคลองให้แก่ ผู้บริโภค แต่แล้วก็ไม่สร้างให้โดยคิดค่าสร้างเขื่อนตารางวาละ 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 150,000 บาท ดังนี้ จำเลยจึงต้องคืนเงิน 150,000 บาท ให้แก่ ผู้บริโภค ผู้แทนของจำเลยได้ทำบันทึกต่อคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค คือโจทก์ว่า จำเลยยอมรับจะซ่อมแซมบ้านส่วนที่ชำรุดบกพร่องให้แก่ ผู้บริโภค ซึ่งเป็นผู้ร้องเรียน ถ้า ผู้บริโภค ไม่ติดใจฟ้องร้องทางแพ่งและทางอาญาต่อจำเลยนั้น เป็นเพียงหนังสือบันทึกถ้อยคำหรือคำให้การของจำเลยในฐานะผู้ถูกร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค ซึ่งเป็นองค์กรปกครองที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อคุ้มครอง ผู้บริโภค อันเป็นกรณีที่จำเลยให้ถ้อยคำไปตามหน้าที่ที่ถูกร้องเรียน และมิใช่กระทำต่อเจ้าหนี้หรือผู้แทนเจ้าหนี้ทั้งยังเป็นการยอมรับจะชำระหนี้คือซ่อมแซมบ้านส่วนที่ชำรุดบกพร่องโดยมีเงื่อนไขว่า ผู้บริโภค ต้องไม่ติดใจฟ้องร้องทางแพ่งและทางอาญาต่อจำเลย ดังนี้กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาจะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้อีกด้วย จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 ซึ่งใช้บังคับขณะยอมรับจะชำระหนี้(มาตรา 193/14(1) ที่แก้ไขใหม่) ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ให้จำเลยชำระหนี้ เป็นการฟ้องร้องที่โจทก์อ้างอิงสิทธิเรียกร้องของ ผู้บริโภค เมื่อ ผู้บริโภค ตรวจพบความชำรุดบกพร่องของบ้านที่จำเลยก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2533 ซึ่งเป็นวันเริ่มนับสิทธิเรียกร้อง แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อเกิน 1 ปีคดีโจทก์ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับการร้องเรียนจากนางตารเกศ ศิริบูรพา ผู้บริโภค ว่า ผู้บริโภค กับจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเนื้อที่ 100 ตารางวา ราคาตารางวาละ18,500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่รวมค่าสร้างเขื่อนกั้นดินริมคลองในราคาตารางวาละ 1,500บาทด้วย และได้ทำสัญญาจ้างจำเลยก่อสร้างบ้านบนที่ดินแปลงดังกล่าว ต่อมาจำเลยไม่สร้างเขื่อนกั้นดินริมคลองให้ ผู้บริโภค คิดคำนวณเป็นเงิน 150,000 บาท แต่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมทั้งส่งมอบบ้านให้แก่ ผู้บริโภค ล่าช้าจากกำหนดวันแล้วเสร็จ และยังให้ ผู้บริโภค ชำระดอกเบี้ยของเงินค่าที่ดินและค่าก่อสร้างบ้านที่ค้างชำระ119,490 บาท อ้างว่าชำระเงินล่าช้า ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินได้ บ้านที่จำเลยก่อสร้างมีความชำรุดบกพร่องไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยทำให้ ผู้บริโภค ได้รับความเสียหายคือค่าซ่อมแซมความชำรุดบกพร่อง 1,315,254 บาท ค่าเช่าห้องชุดอยู่อาศัยซึ่งเสียค่าเช่าไปแล้ว 84,000 บาท และนับแต่เดือนกรกฎาคม 2534 ต้องเสียค่าเช่าเดือนละ6,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินและชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น 1,668,744 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ ผู้บริโภค และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 6,000 บาท นับแต่เดือนกรกฎาคม2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องแล้วเสร็จ จำเลยให้การว่า ราคาในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นราคาที่ไม่รวมค่าก่อสร้างเขื่อนกั้นดินริมคลองด้วย สัญญาจ้างจำเลยก่อสร้างบ้านมิได้กำหนดวันแล้วเสร็จไว้ ผู้บริโภค ยอมให้จำเลยเรียกเก็บดอกเบี้ยเอง ค่าซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องไม่เกิน20,000 บาท จำเลยซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องและ ผู้บริโภค รับมอบบ้านไว้แล้วโดยมิได้อิดเอื้อน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายในค่าซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องอีก ฟ้องโจทก์ที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหายในค่าซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องขาดอายุความแล้ว เพราะฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลา 1 ปี นับแต่เวลาที่ ผู้บริโภค ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 119,450 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ ผู้บริโภค โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้บริโภค ทำสัญญาจะซื้อที่ดินจากจำเลย ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 55010 เป็นที่ดินแปลงติดริมคลอง เนื้อที่ 100 ตารางวา ราคาตารางวาละ 18,500บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาที่ดินแปลงอื่น ตารางวาละ 1,500 บาท และ ผู้บริโภค ทำสัญญาจ้างจำเลยก่อสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าว แล้วบ้านที่จำเลยก่อสร้างมีความชำรุดบกพร่อง และข้อเท็จจริงยังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยต้องคืนเงิน119,450 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ ผู้บริโภค มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสารคือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 ได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีนี้เป็นการทำสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ โดยมีการวางมัดจำ10,000 บาท ในวันจอง แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ จึงไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารหรือหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดง แม้ต่อมาได้มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.1 ก็ตาม โจทก์ก็นำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมเอกสารได้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3945/2535 ระหว่าง นายเข้มมฤคพิทักษ์ โจทก์ นายปรีชา สกุลมุทิตา กับพวกจำเลย เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า นางตารเกศ ศิริบูรพา ผู้บริโภค ได้ตกลงจะซื้อที่ดินตามฟ้องโดยมีการวางมัดจำ1,000 บาท ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง จึงมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้มีพยานเอกสารมาแสดง ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสารได้ หรือศาลมีอำนาจรับฟังพยานบุคคลของโจทก์ได้ และวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้ตกลงจะสร้างเขื่อนกั้นดินริมคลองให้แก่ ผู้บริโภค หรือไม่ว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ตกลงจะสร้างเขื่อนกั้นดินริมคลองให้แก่ ผู้บริโภค แล้วไม่สร้างให้ จำเลยจึงต้องคืนเงิน150,000 บาท ให้แก่ ผู้บริโภค มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธิเรียกร้องเพื่อความชำรุดบกพร่องของบ้านที่จำเลยก่อสร้างขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การให้ถ้อยคำของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.18 และ จ.19 เป็นการยอมรับจะซ่อมแซมบ้านส่วนที่ชำรุดบกพร่องอันเป็นการแสดงเจตนาจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้คือโจทก์แล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ คดีจึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า การที่นายวิชัย รังนกใต้ผู้แทนของจำเลยได้ทำบันทึกต่อคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค คือโจทก์ว่า จำเลยยอมรับจะซ่อมแซมบ้านส่วนที่ชำรุดบกพร่องให้แก่ ผู้บริโภค ซึ่งเป็นผู้ร้องเรียน ถ้า ผู้บริโภค ไม่ติดใจฟ้องร้องทางแพ่งและทางอาญาต่อจำเลย เป็นเพียงหนังสือบันทึกถ้อยคำหรือคำให้การของจำเลยในฐานะผู้ถูกร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค ซึ่งเป็นองค์กรปกครองที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อคุ้มครอง ผู้บริโภค อันเป็นกรณีที่จำเลยให้ถ้อยคำไปตามหน้าที่ที่ถูกร้องเรียนและมิใช่กระทำต่อเจ้าหนี้หรือผู้แทนเจ้าหนี้ ทั้งยังเป็นการยอมรับจะชำระหนี้ คือ ซ่อมแซมบ้านส่วนที่ชำรุดบกพร่องโดยมีเงื่อนไขว่า ผู้บริโภค ต้องไม่ติดใจฟ้องร้องทางแพ่งและทางอาญาต่อจำเลย ซึ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาจะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้อีกด้วย กรณีจึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 ซึ่งใช้บังคับขณะยอมรับจะชำระหนี้ (มาตรา 193/14(1)ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งการนำกฎหมายเอกชนมาปรับใช้กับกรณีนี้เพราะฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ที่ให้จำเลยชำระหนี้นั้นเป็นการฟ้องร้องที่โจทก์อ้างอิงสิทธิเรียกร้องของ ผู้บริโภค เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้บริโภค ตรวจพบความชำรุดบกพร่องของบ้านที่จำเลยก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2533 ซึ่งเป็นวันเริ่มนับสิทธิเรียกร้อง แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2534 จึงเกิน 1 ปี คดีโจทก์ย่อมขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 150,000 บาท แก่ ผู้บริโภค อีกด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7053/2540 คณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค โจทก์ บริษัท วี.อาร์.ปิ่นเกล้า จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 172 เดิม , ม. 193/14 (1) , ม. 456 , ม. 601 ป.วิ.พ. ม. 94 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 4 , ม. 10 , ม. 18 , ม. 21