ฎีกาที่ 7222/2540
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความแล้ว อายุความจึงสะดุดหยุดลง การที่โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยเรียกค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตามกรมธรรม์ ประกันภัย ตามหลักฐานของสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา2 ปี แล้ว ไม่ทำให้คดีของโจทก์ในส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้น ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) ตามกรมธรรม์ ประกันภัย ฉบับพิพาท จำเลยได้ระบุเรื่องความรับผิดต่อทรัพย์สินว่า บริษัทจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอา ประกันภัย ซึ่งผู้เอา ประกันภัย จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลา ประกันภัย ความรับผิดของบริษัทจะมีไม่เกินจำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในตารางแล้ว ดังนี้เมื่อเจ้าของรถยนต์บรรทุกซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ถูกรถโจทก์ผู้เอา ประกันภัย ชนได้รับความเสียหาย และได้ฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากโจทก์จนได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์ยอมชำระเงินให้แก่ผู้นั้นและโจทก์ถูกบังคับคดีแล้ว ดังนี้ โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ ประกันภัย ได้ การที่โจทก์จะยังมิได้ชำระค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอกหรือบุคคลภายนอกมิได้เข้ามาเรียกร้องต่อจำเลย ก็หาทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามกรมธรรม์ ประกันภัย ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปไม่ และศาลย่อมกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินซึ่งไม่เกินกว่าจำนวนที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ ประกันภัย นั้นได้ แม้เงื่อนไขตามกรมธรรม์ ประกันภัย ฉบับพิพาทกำหนดไว้ว่าผู้เอา ประกันภัย จะต้องไม่ตกลงยินยอมเสนอหรือให้สัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลใดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัท เว้นแต่บริษัทมิได้จัดการต่อการเรียกร้องนั้นก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยผู้รับ ประกันภัย ได้ปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ ประกันภัย โดยสิ้นเชิงมาตั้งแต่ต้นก่อนที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลย โดยจำเลยอ้างว่าได้ยกเลิกกรมธรรม์ไปแล้วตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุวินาศภัยรถยนต์ชนกัน ดังนั้น การที่โจทก์ได้ตกลงชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอกอันเนื่องมาจากเหตุที่โจทก์ถูกบุคคลภายนอกฟ้องจึงหาเป็นการผิดเงื่อนไขข้อกำหนดตามกรมธรรม์ ประกันภัย ดังกล่าวไม่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญา ประกันภัย รถยนต์ไว้กับสำนักงานตัวแทนของจำเลยในวงเงิน 500,000 บาท ตกลงชำระค่าเบี้ย ประกันภัย เป็นรายปี ในอัตราปีละ 22,526 บาท ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2535 รถคันดังกล่าวประสบอุบัติเหตุเสียหายทั้งคัน และบุคคลที่นั่งมาในรถถึงแก่ความตายทั้งสองคนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องชำระเงินค่าปลงศพ 100,000 บาท รถของโจทก์เสียหายทั้งคัน ไม่สามารถซ่อมแซมได้ คิดเป็นเงิน 300,000 บาท ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก ซึ่งโจทก์ถูกฟ้อง 250,000 บาท ค่าปลงศพลูกจ้างคนขับรถของโจทก์และบุคคลซึ่งนั่งมาในรถที่เอา ประกันภัย และถึงแก่ความตายทั้งสองคนเป็นเงิน 100,000 บาท และโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวข้างต้น นับจากวันที่ 9 กันยายน 2535 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน65,000 บาทโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหาย แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 715,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น จำเลยให้การว่า จำเลยยกเลิกกรมธรรม์ ประกันภัย รายนี้แล้วก่อนเกิดเหตุ กรมธรรม์ ประกันภัย ไม่มีผลคุ้มครองถึงค่าปลงศพ และโจทก์มิได้เป็นผู้จ่ายค่าปลงศพจำนวน 100,000 บาท รถยนต์คันเกิดเหตุตามฟ้อง ค่าซ่อมแซมไม่เกิน 150,000 บาท โจทก์ยังไม่ได้จ่ายเงินจำนวน 250,000 บาท แก่บุคคลภายนอก โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกร้องค่าเสียหายและดอกเบี้ยในส่วนนี้ และฟ้องโจทก์ส่วนนี้ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 65,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะต้นเงินให้จำเลยชำระจำนวน600,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประเด็นแรกว่าจำเลยรับประกันรถยนต์พิพาทในขณะเกิดเหตุหรือไม่ เห็นว่า กรณีน่าเชื่อตามทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ได้ชำระเบี้ยประกันให้แก่บริษัทจำเลยแล้วลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินลบเลือนไป ในขณะเกิดเหตุรถยนต์พิพาทชนกันนั้น ทางจำเลยยังไม่ได้ยกเลิกกรมธรรม์ ประกันภัย ที่จำเลยทำไว้กับโจทก์แต่อย่างใด และที่จำเลยยกเลิกกรมธรรม์ ประกันภัย มิได้เกิดขึ้นจากการที่ลูกค้าไม่ได้ชำระเบี้ยประกัน แต่เกิดจากนายวสันต์พนักงานของจำเลยมิได้ปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนให้ครบถ้วนถูกต้อง การที่จำเลยมีหนังสือยกเลิกกรมธรรม์จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการยกเลิกอันเนื่องมาจากโจทก์มิได้ชำระเบี้ยประกันให้แก่จำเลย การยกเลิกดังกล่าวจึงไม่มีผลทำให้สัญญาตามกรมธรรม์ ประกันภัย ระงับสิ้นไปได้ ประเด็นต่อไปที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง โดยเรียกค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตามสัญญากรมธรรม์ ประกันภัย เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา2 ปีแล้ว คดีขาดอายุความหรือไม่นั้น ในประเด็นนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความและในระหว่างดำเนินคดีโจทก์ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องโดยการฟ้องคดีต่อศาลนั้นเป็นการตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือตั้งหลักฐานเพื่อให้จำเลยชำระหนี้แล้ว อายุความจึงสะดุดหยุดลง การที่โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องตามหลักฐานของสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่ย่อมไม่ทำให้คดีของโจทก์ในส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้นขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) ส่วนที่จำเลยฎีกาเรื่องค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตามเอกสารจ.3 ข้อ 2.3 โดยอ้างว่า บุคคลภายนอกมิได้เข้ามาเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องเอากับจำเลยได้นั้น เห็นว่าตามกรมธรรม์ ประกันภัย ข้อ 2.3 ระบุเรื่องความรับผิดต่อทรัพย์สินว่า บริษัทจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอา ประกันภัย ซึ่งผู้เอา ประกันภัย จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลา ประกันภัย ความรับผิดของบริษัทจะมีไม่เกินจำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในตาราง ตามข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อสัญญาตามกรมธรรม์ ประกันภัย ระหว่างโจทก์กับจำเลยในอันที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของบุคคลภายนอก เมื่อปรากฏว่าเจ้าของรถยนต์บรรทุกที่ถูกรถโจทก์ชนได้รับความเสียหาย และได้ฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ จนได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมชำระเงินให้ 750,000 บาท และโจทก์ถูกบังคับคดีแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ ประกันภัย ได้ แม้โจทก์จะยังมิได้ชำระค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอกหรือบุคคลภายนอกมิได้เข้ามาเรียกร้องต่อจำเลยก็ตาม หาทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามกรมธรรม์ ประกันภัย เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดไม่ เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกมีจำนวนสูงถึง 750,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 250,000 บาท ซึ่งไม่เกินกว่าจำนวนที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ ประกันภัย นั้นจึงเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย จ.8 โดยจำเลยมิได้มีส่วนรู้เห็นหรือมีนิติสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วย อันเป็นการผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ ประกันภัย หมาย จ.3 ข้อ 1.5 และ 1.5.1 นั้น เห็นว่า ตามข้อสัญญาดังกล่าวกำหนดไว้ว่า "ผู้เอา ประกันภัย จะต้องไม่ตกลงยินยอมเสนอหรือให้สัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลใดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัทเว้นแต่บริษัทมิได้จัดการต่อการเรียกร้องนั้น" เมื่อปรากฏจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่าจำเลยได้ปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ ประกันภัย โดยสิ้นเชิงมาตั้งแต่ต้นโดยอ้างว่าได้ยกเลิกกรมธรรม์ไปแล้วตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการเกิดวินาศภัยรถยนต์ชนกัน ตามเอกสารหมาย ล.3 ดังนั้นการที่โจทก์ได้ตกลงชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากเหตุที่โจทก์ถูกฟ้องดังกล่าวจึงหาเป็นการผิดเงื่อนไขข้อกำหนดตามกรมธรรม์ ประกันภัย เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1.5และ 1.5.1 แต่อย่างใดไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7222/2540 นาย ยืนยง วิทยาประดิษฐ์ โจทก์ บริษัท พิพัทธ์ ประกันภัย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) , ม. 386 , ม. 861 , ม. 877 , ม. 881 , ม. 882 , ม. 887 ป.วิ.พ. ม. 179