ฎีกาที่ 9216/2539
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 (ยกเลิก) มาตรา 104
พ.ศ. 2534 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 104 ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษอาญาหรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยได้ดังต่อไปนี้ (1) เปลี่ยนโทษจำคุกหรือวิธีการเพื่อคว...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 (ยกเลิก) มาตรา 105
พ.ศ. 2534 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 105 การส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปกักและอบรมหรือฝึกและอบรมในสถานพินิจ หรือส่งตัวไปยังสถานศึกษา หรือสถานฝึกและอบรมที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 20 (2) ถ้าศาลได้กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำและข...
ย่อสั้น
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา288,80ลดมาตราส่วนโทษแล้วลงโทษจำคุกจำเลย6ปีให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมแทนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา295ให้มอบตัวจำเลยแก่บิดามารดาจำเลยไปอบรมดูแลดังนี้เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะบทลงโทษจำเลยเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและการให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมหรือมอบตัวจำเลยแก่บิดามารดาจำเลยไปอบรมดูแลฯถือได้ว่าเบากว่าโทษจำคุกจึงเป็นการให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและ ครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ.2534มาตรา6ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา218วรรคหนึ่งที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 74, 77, 80, 83, 288 หากศาลเห็นว่าไม่สมควรลงโทษจำเลยขอให้เรียกบิดามารดาจำเลยมาวางข้อกำหนดระวังดูแลมิให้ก่อเหตุร้ายและกำหนดจำนวนเงินที่ต้องชำระต่อศาลเมื่อจำเลยก่อเหตุร้ายขึ้นอีก จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษเมื่อคำนึงถึงอายุ อาชีพ สติปัญญา ความประพฤติ สุขภาพ นิสัยการศึกษาอบรมสภาพแวดล้อม ทั้งสภาพแห่งความผิดประกอบรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยของผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ลงโทษ จำคุก 6 ปี แต่จำเลยกระทำความผิดเพราะความเยาว์วัย คึกคะนอง ขาดความยั้งคิดหากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าได้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและ ครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ.2534มาตรา 104(2), 105 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 4 ปีนับแต่วันพิพากษาคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลย อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ เมื่อพิจารณารายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยของผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาแล้วเห็นว่า จำเลยมีนิสัยชอบคบเพื่อนและคล้อยตามเพื่อนชักชวนกันเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน จำเลยกระทำความผิดคดีนี้เพราะความเยาว์วัยคึกคะนองขาดความยั้งคิด แต่เป็นการกระทำความผิดครั้งแรก และพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับบิดามารดายังเอาใจใส่ดูแลจำเลย ทั้งจำเลยยังอยู่ในวัยเรียน เห็นควรให้จำเลยมีโอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีและศึกษาเล่าเรียนต่อไปจึงให้มอบตัวจำเลยแก่นายกิตติศักดิ์ วงศ์อำไพพิสิฐ และนางจันทร์ฉาย วงศ์อำไพพิสิฐ บิดามารดาจำเลยไปอบรมดูแลไม่ให้จำเลยก่อเหตุร้ายภายในกำหนด 2 ปี หากจำเลยไปก่อเหตุร้ายขึ้นอีกภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้บิดามารดาจำเลยชำระเงินต่อศาลครั้งละ 1,000 บาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74(2)ประกอบมาตรา 75 โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว วินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 ลดมาตราส่วนโทษแล้ว ลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ให้มอบตัวจำเลยแก่บิดามารดาจำเลยไปอบรมดูแลฯดังนี้เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เฉพาะบทลงโทษจำเลยเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และการให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมหรือมอบตัวจำเลยแก่บิดามารดาจำเลยไปอบรมดูแลฯถือได้ว่าเบากว่าโทษจำคุก จึงเป็นการให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและ ครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายก ฎีกา โจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9216/2539 พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและ ครอบครัว จังหวัดสงขลา โจทก์ นาย อุกฤษฎ์ วงศ์อำไพพิสิฐ จำเลย ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6