ฎีกาที่ 10260/2539
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยที่ 6 เป็นเพียงกิจการร่วมค้าระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และจำเลยที่ 6 ได้จดทะเบียนในฐานะเป็นผู้ประกอบการต่อกรมสรรพากรเท่านั้นจำเลยที่ 6 จึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลอันจะถูกฟ้องเป็นคดีนี้ได้ ศาล แรงงาน วินิจฉัยจากพยานโจทก์ทั้งสิบสี่และจำเลยที่ 1และที่ 2 แล้วฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบสี่ จำเลยที่ 1และที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่าการวินิจฉัยของศาล แรงงาน กลางขัดแย้งกับข้อความในสัญญาจ้างที่โจทก์ทั้งสิบสี่อ้างส่งศาลเป็นการไม่ชอบ เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล แรงงาน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54วรรคหนึ่ง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครอง แรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครอง แรงงาน (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2536 ข้อ 46 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างและในวรรคสามกำหนดเรื่องระยะเวลาการจ้างซึ่งต้องกำหนดไว้แน่นอน ส่วนวรรคสี่เป็นเรื่องกำหนดประเภทของงานที่สามารถจะทำสัญญาจ้างโดยมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนแล้ว นายจ้างได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างที่เลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาที่ทำสัญญาจ้างไว้นั้น ซึ่งมีงานอยู่ 3 ประเภท แต่ในตอนท้ายของวรรคสี่ที่กำหนดประเภทของงานนั้น ได้กำหนดไว้ด้วยว่าซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปีคำว่างานนั้น ย่อมหมายถึงงานทั้งสามประเภทที่กำหนดไว้นั่นเองจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี กำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปีดังกล่าวจึงหาได้หมายถึงระยะเวลาการจ้างที่นายจ้างทำสัญญาจ้างลูกจ้างไม่ หากหมายถึงระยะเวลาการจ้างก็ต้องระบุไว้ในวรรคสามซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับระยะเวลาการจ้าง การที่นำระยะเวลางานมากำหนดในวรรคสี่ จึงทำให้เห็นได้ว่าหมายถึงระยะเวลาของงานทั้งสามประเภทนั่นเอง เมื่องานที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องกระทำการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันมีกำหนดระยะเวลาสามปีเกินกว่า 2 ปี แม้จะเป็นงานในโครงการเฉพาะหรืองานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้รับยกเว้นการจ่ายค่าชดเชย คดีนี้ศาล แรงงาน มีคำสั่งให้คดีทั้งสิบสี่สำนวน ซึ่งมีโจทก์แต่ละคนเป็นโจทก์แต่ละสำนวนรวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน เมื่อรวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าเป็นคดีเดียวกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณาจึงเป็นข้อเท็จจริงในสำนวนทั้งสิบสี่สำนวน ศาลย่อมนำข้อเท็จจริงนั้นมาวินิจฉัยข้อกฎหมายเป็นคุณหรือโทษแก่คู่ความทั้งหมดในสำนวนได้ โจทก์ทั้งสิบสี่เป็นคู่ความในสำนวนย่อมได้รับผลจากคำวินิจฉัยด้วย แม้โจทก์บางคนจะไม่ได้เข้าเบิกความก็ตาม จึงชอบที่ศาล แรงงาน พิพากษาให้มีผลถึงโจทก์อื่นที่ไม่ได้เข้าเบิกความด้วยได้
ย่อยาว
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10260/2539 39 นายเพรสตัน ลีแม็ค เร โจทก์ 539 บริษัทฟลูออแดเนียล เอ็นจิเนียร์ แอนด์ คอนสตรัคเตอร์ จำกัด กับพวก จำเลย