ฎีกาที่ 9148/2539
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สัญญา ประกันภัย ค้ำจุนเป็นสัญญา ประกันภัย ซึ่งผู้รับ ประกันภัย ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความวินาศภัยที่เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอก และวินาศภัยนั้น ผู้เอา ประกันภัย จะต้องรับผิดชอบ คดีนี้แม้จำเลยจะฎีกาว่าสัญญา ประกันภัย ตามฟ้องของโจทก์เป็นสัญญา ประกันภัย ค้ำจุนก็ตาม แต่ตามฟ้องแย้งของจำเลยมิได้กล่าวอ้างหรือแสดงว่าผู้เอา ประกันภัย จะต้องรับผิดชอบต่อจำเลยในวินาศภัยที่เกิดขึ้นแต่อย่างใดเลย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญา ประกันภัย ดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจฟ้องแย้งเรียกค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ผู้รับ ประกันภัย ชอบที่ศาลจะสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2537 โจทก์รับ ประกันภัย รถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ฮ - 2264 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางสาวชลทิชา ภู่เกิด เพื่อความวินาศภัยทุกชนิด ในวงเงิน 320,000 บาท ตลอดจนคุ้มครองภายในรถยนต์และผู้ขับขี่ในรถยนต์คันดังกล่าวไม่เกินคนละ 50,000 บาท และรับ ประกันภัย เพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยของบุคคลภายในรถยนต์คันดังกล่าว ในวงเงิน 600,000 บาท มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 20 มกราคม 2538 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2537 เวลา 23.40 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียนบ - 9861 ระยอง ด้วยความเร็วสูงและด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล่นตัดหน้าและสวนทางกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ฮ - 2264 กรุงเทพมหานคร ที่จ่าสิบตำรวจอนุช เหล่าศรี ขับอยู่ในช่องทางเดินรถด้านซ้ายเป็นเหตุให้ชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ฮ - 2264 กรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายทั้งคัน นางสาวชลทิชาและจ่าสิบตำรวจอนุชได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อเกิดเหตุแล้วโจทก์ได้ใช้เงินจำนวน 320,000 บาท ตามสัญญากรมธรรม์ ประกันภัย ให้แก่บริษัทสยามพาณิชย์ลิชซิ่ง จำกัด ผู้รับประโยชน์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2537 และได้นำซากรถยนต์คันดังกล่าวขายได้เงิน 138,000 บาท ทำให้โจทก์เสียหายอยู่อีกเป็นเงิน 182,000 บาท และโจทก์ต้องว่าจ้างรถยกเป็นเงิน 2,000 บาท โจทก์ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่นางสาวชลทิชาและจ่าสิบตำรวจอนุช รวมเป็นเงิน 102,100 บาท เมื่อโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยผู้ทำละเมิด เป็นเงินทั้งสิ้น 284,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,373.47 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 304,473.47 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 304,473.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 284,100 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้ประมาท แต่เหตุเกิดจากความประมาทของจ่าสิบตำรวจอนุชผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับ ประกันภัย ไว้ จำเลยจึงหาต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไม่ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกนั้นสูงกว่าความเป็นจริง รถยนต์ที่โจทก์รับ ประกันภัย ไว้เสียหายไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนค่ารักษาพยาบาลนั้นไม่เป็นความจริงโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้อง การที่ผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับ ประกันภัย ไว้เป็นผู้ทำละเมิดจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้รถยนต์ของจำเลยเสียหาย คิดเป็นเงิน 104,100 บาท จำเลยได้รับบาดเจ็บต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินทั้งสิ้น 21,484 บาท และเสียค่าขาดประโยชน์ที่ไม่สามารถประกอบอาชีพการงานได้ตามปกติ คิดเป็นเงินวันละ 1,000 บาท เป็นเวลา 20 วัน เป็นเงิน 20,000 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับ ประกันภัย รถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ฮ - 2264 กรุงเทพมหานคร จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของจำเลยดังกล่าวให้แก่จำเลยตามสัญญา ประกันภัย ที่โจทก์ทำไว้กับผู้เอา ประกันภัย ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 145,584 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเห็นว่าโจทก์เป็นผู้รับ ประกันภัย คุ้มครองเพื่อความประสบภัยของบุคคลภายในรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ฮ - 2264 กรุงเทพมหานครเท่านั้น ฟ้องแย้งจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า สัญญา ประกันภัย ตามตารางกรมธรรม์เอกสารท้ายฟ้องของโจทก์หมายเลข 3 เป็นสัญญา ประกันภัย ค้ำจุน จำเลยจึงมีสิทธิฟ้องแย้งได้นั้น เห็นว่า สัญญา ประกันภัย ค้ำจุนเป็นสัญญา ประกันภัย ซึ่งผู้รับ ประกันภัย ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความวินาศภัยที่เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกและวินาศภัยนั้นผู้เอา ประกันภัย จะต้องรับผิดชอบ คดีนี้แม้จำเลยจะฎีกาว่า สัญญา ประกันภัย ตามฟ้องของโจทก์เป็นสัญญา ประกันภัย ค้ำจุนก็ตาม แต่ตามฟ้องแย้งของจำเลยมิได้กล่าวอ้างหรือแสดงว่าผู้เอา ประกันภัย จะต้องรับผิดชอบต่อจำเลยในวินาศภัยที่เกิดขึ้นแต่อย่างใดเลย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญา ประกันภัย ดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจฟ้องแย้งเรียกค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ผู้รับ ประกันภัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9148/2539 บริษัท สามัคคี ประกันภัย จำกัด (มหาชน โจทก์ นาย ประกอบ ประสงค์นิจกิจ จำเลย ป.พ.พ. ม. 887 ป.วิ.พ. ม. 18 , ม. 177