ฎีกาที่ 9257/2539
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ5 ปี และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162(1) รวม 2 กระทงจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 14 ปี ลดโทษหนึ่งในสามคงจำคุก9 ปี 4 เดือนศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,162(1) ให้ลงโทษบทหนักตามมาตรา 147 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปีรวมจำคุก 10 ปี ลดโทษหนึ่งในสามคงจำคุก 6 ปี 8 เดือนเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เพียงว่า เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยรวม 2 กระทงเช่นเดิมกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้าม ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 162, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 162(1) เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ยักยอก ทรัพย์ 2 กระทง จำคุกกระทงละ5 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารเท็จ 2 กระทง จำคุกกระทงละ2 ปี รวมจำคุก 14 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและจำเลยได้บรรเทาผลร้ายโดยนำเงินชดใช้แก่ทางราชการครบถ้วน นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 162(1), 91, 90ให้ลงโทษตามมาตรา 147 อันเป็นบทที่มีโทษหนักรวม 2 กระทงจำคุกกระทงละ 5 ปี รวมเป็นจำคุก 10 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ยักยอก ทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ5 ปี และฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162(1) รวม 2 กระทงจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 14 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 4 เดือนศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 162(1) ให้ลงโทษตามมาตรา 147อันเป็นบทที่มีโทษหนักรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 6 ปี 8 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่เพียงว่าการกระทำของจำเลยที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ยักยอก ทรัพย์และฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารเท็จเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ยักยอก ทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อันเป็นบทหนักโดยจำคุกจำเลยรวม 2 กระทงเช่นเดิมกระทงละไม่เกิน5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดว่าจำเลยได้รับเงินไปคำเบิกความของพยานโจทก์ขัดกัน ข้อเท็จจริงยังเป็นที่สงสัยไม่อาจรับฟังว่าจำเลยได้รับเงินและ ยักยอก เงินไป จำเลยมิได้กระทำผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในการฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวน จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายที่ได้กล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9257/2539 พนักงานอัยการ จังหวัด สุรินทร์ โจทก์ สิบตำรวจโท วรรณศักดิ์ วัน เทา แก้ว จำเลย ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคแรก