ฎีกาที่ 8365/2538
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันแล้ว ย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ไม่มีผลกระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กันตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 และมาตรา 392 บัญญัติว่า การชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้นให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 369 กล่าวคือให้นำมาตรา 369 ว่าด้วยการชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทนมาใช้บังคับ ดังนี้โจทก์ผู้ให้ เช่าซื้อ จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยผู้ เช่าซื้อ ชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ได้ เมื่อฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ของโจทก์ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ยังครอบครองทรัพย์ของโจทก์อยู่ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ และค่าเสียหายเช่นนี้ศาลอาจกำหนดตามที่เห็นสมควรได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฎในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 การที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ รถยนต์ของโจทก์ไปแล้วผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ จนโจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ดังกล่าวออกให้เช่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ภายในอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องขอให้ชำระราคาทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ จนครบตามสัญญา เช่าซื้อ ซึ่งกำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ เช่าซื้อ บอกเลิกสัญญา ตามข้อ 7 ข้างต้น หรือเจ้าของบอกเลิกสัญญานี้และกลับเข้าครอบครองรถยนต์ตามข้อ 5 ของสัญญานี้ เงินทั้งปวงที่ผู้เช่าได้ชำระให้แก่เจ้าของก่อนหน้านั้นให้คงเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของ และผู้เช่าจะต้องจ่ายค่าซ่อมรถยนต์พร้อมทั้งค่าอุปกรณ์และอะไหล่ทั้งปวงเพื่อซ่อมรถยนต์ให้กลับคืนสู่สภาพดีตามที่เจ้าของประมาณราคาขึ้นโดยทันที และจะชดใช้ค่าเสื่อมราคาและค่าเสียหายนอกเหนือจากค่า เช่าซื้อ ทุกงวดที่ค้างชำระอยู่แล้ว ตลอดทั้งเงินจำนวนอื่นใดที่จะต้องจ่ายตามสัญญานี้ กับถ้าหากในขณะบอกเลิกการเช่านั้น ผู้เช่าได้ชำระเงินค่า เช่าซื้อ และรวมกับเงินชำระครั้งแรกรวมกันไม่ถึงครึ่งหนึ่งของราคา เช่าซื้อ ที่ระบุในบัญชีรายการท้ายสัญญา ผู้ เช่าซื้อ จะต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเมื่อรวมกับจำนวนที่จ่ายเป็นค่า เช่าซื้อ รวมทั้งเงินที่ชำระครั้งแรกแล้วจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของราคา เช่าซื้อ ที่ระบุในบัญชีรายการท้ายสัญญา"ข้อสัญญาดังกล่าวนี้ใช้บังคับได้ โดยมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ และในกรณีฟ้องร้องเรียกราคารถยนต์ เช่าซื้อ ที่ยังขาดอยู่ตามสัญญา เช่าซื้อ เช่นนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังขาดอยู่ตามสัญญา เช่าซื้อ เช่นนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 190/30 มิใช่อายุความหกเดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2533 จำเลยที่ 1ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์จากโจทก์ ในราคา 3,084,012 บาทตกลงชำระค่า เช่าซื้อ เป็น 36 งวด งวดละเดือน เดือนละ 85,667บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 20 ตุลาคม 2533 งวดต่อ ๆไปทุกวันที่ 20 ของเดือนจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์เพียง 2 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่ งวดที่ 3 ซึ่งจะต้องชำระภายในวันที่ 20 ธันวาคม 2533 เป็นต้นมา โจทก์ทวงถามหลายครั้งแล้ว จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2534 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนได้ในสภาพที่ได้รับความเสียหายเมื่อนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ออกประมูลขายได้เงินเพียง 1,760,000บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคือ เงินตามสัญญา เช่าซื้อ ยังขาดอยู่อีก 1,152,678 บาท และการที่จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองใช้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ อยู่ต่อไป ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ดังกล่าวออกให้บุคคลภายนอกเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 85,667 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียงเดือนละ59,966 บาท ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดถึงวันที่ยึดรถยนต์คืนมาเป็นเงิน 191,886 บาท และโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถยนต์คืนเป็นเงิน 5,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,349,564 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,349,564 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1.75 ต่อเดือน นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์คิดคำนวณเงินค่า เช่าซื้อ ส่วนที่ขาดตามสัญญา เช่าซื้อ มาไม่ถูกต้องและเกินความจริงส่วนค่าขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ออกให้บุคคลภายนอกเช่าที่โจทก์เรียกมาเดือนละ 59,966 บาท นั้น โจทก์มิได้ประกอบกิจการในการให้เช่ารถยนต์ แม้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ จะอยู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์ก็ไม่อาจหาผู้ใดมาเช่ารถยนต์ของโจทก์ได้ หรือหากมีบุคคลใดมาเช่าก็ไม่อาจให้เช่าในราคาสูงถึงเดือนละ 59,966 บาท ตามที่โจทก์ขอมา ส่วนค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืน 5,000 บาท นั้น จำเลยที่ 1เป็นผู้ขอเลิกสัญญาและส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์เองจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด ที่โจทก์เรียกเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 1.75 ต่อเดือน ของเงินค่าเสียหายนั้นโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกได้เนื่องจากสัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1สิ้นสุดลงโดยการบอกเลิกสัญญากัน และโจทก์ได้รับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนจากจำเลยที่ 1 ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีทั้งในขณะรับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1ตกลงกันแล้วว่า จะไม่เรียกร้องค่าเสียหายหรือเงินใด ๆ จากจำเลยที่ 1 อีก โจทก์ได้รับเงินมามากพอแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดค่าปรับหรือเงินใด ๆ จากจำเลยที่ 1 อีก คดีโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ฟ้องเกินกำหนด 6 เดือน นับแต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวเรื่องขายรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ให้จำเลยที่ 2 ทราบ หากทราบจำเลยที่ 2 จะเข้าสู้ราคา หากมีการขายทอดตลาดกันจริงต้องได้เงินไม่ต่ำกว่า 2,900,000 บาท รวมกับค่า เช่าซื้อ ที่ชำระไปแล้ว 171,334บาท โจทก์จะได้รับเงินทั้งสิ้น 3,071,334 บาท คงเสียหายเพียง 12,678 บาท คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว เนื่องจากโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเมื่อเกินกำหนด 6 เดือน นับแต่ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน628,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 128,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์เพียง 2 งวด งวดละ 85,667 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่ งวดที่ 3 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่20 ธันวาคม 2533 เป็นต้นมาเป็นเวลา 2 งวดติดต่อกัน โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้ว ต่อมาวันที่ 26มีนาคม 2534 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนมาได้ และนำออกประมูลขายทอดตลาดได้ราคา 1,760,000 บาท โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2535 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2ว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฎในคำฟ้องและขาดอายุความหรือไม่ ค่าเสียหายในส่วนที่โจทก์เรียกราคารถยนต์ เช่าซื้อ ที่ยังขาดอยู่ตามสัญญาขาดอายุความหรือไม่ สำหรับปัญหาว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฎในคำฟ้องและขาดอายุความหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันแล้วย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ไม่มีผลกระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กันตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 และมาตรา 392 บัญญัติว่า การชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้นให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 369 กล่าวคือให้นำมาตรา 369 ว่าด้วยการชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทนมาใช้บังคับ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ได้ตามคำฟ้องของโจทก์ก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ของโจทก์ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1ยังครอบครองทรัพย์ของโจทก์อยู่ ดังนี้ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ และค่าเสียหายเช่นนี้ศาลอาจกำหนดตามที่เห็นสมควรได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฎในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แต่อย่างใดการที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ รถยนต์ของโจทก์ไปแล้วผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ จนโจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ดังกล่าวออกให้เช่าการฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ภายในอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 มิใช่อายุความหกเดือน ปรากฎว่าคดีนี้สัญญา เช่าซื้อ สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2534 ตามหนังสือขอให้ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.5และ จ.6 และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2535คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ปัญหาว่า ค่าเสียหายในส่วนที่โจทก์เรียกราคารถยนต์ เช่าซื้อ ที่ยังขาดอยู่ตามสัญญาขาดอายุความหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 4 ว่า การผิดสัญญาของจำเลยที่ 1ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย 4.1 สัญญา เช่าซื้อ กำหนดค่า เช่าซื้อ ทั้งสิ้น 3,084,012 บาท หากจำเลยที่ 1 ปฎิบัติ ตามสัญญาจ่ายค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์ถูกต้องครบถ้วน โจทก์จะต้องได้รับเงิน 3,084,012 บาท แต่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ของโจทก์ แล้วนำออกประมูลขายได้เงินเพียง 1,760,000 บาทเมื่อรวมกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้แก่โจทก์แล้ว171,334 บาท รวมเป็นเงิน 1,931,334 บาท โจทก์จึงยังคงมีความเสียหายอยู่อีก 1,152,678 บาท เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฟ้องขอให้ชำระราคาทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ จนครบตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 8 ซึ่งกำหนดว่า"ในกรณีที่ผู้ เช่าซื้อ บอกเลิกสัญญาตามข้อ 7 ข้างต้น หรือเจ้าของบอกเลิกสัญญานี้และกลับเข้าครอบครองรถยนต์ตามข้อ 5ของสัญญานี้ เงินทั้งปวงที่ผู้เช่าได้ชำระให้แก่เจ้าของก่อนหน้านั้นให้คงเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของ และผู้เช่าจะต้องจ่ายค่าซ่อมรถยนต์พร้อมทั้งค่าอุปกรณ์และอะไหล่ทั้งปวงเพื่อซ่อมรถยนต์ให้กลับคืนสู่สภาพดีตามที่เจ้าของประมาณราคาขึ้นโดยทันที และจะชดใช้ค่าเสื่อมราคาและค่าเสียหายนอกเหนือจากค่า เช่าซื้อ ทุกงวดที่ค้างชำระอยู่แล้ว ตลอดทั้งเงินจำนวนอื่นใดที่จะต้องจ่ายตามสัญญานี้กับถ้าหากในขณะบอกเลิกการเช่านั้น ผู้เช่าได้ชำระเงินค่า เช่าซื้อ และรวมกับเงินชำระครั้งแรกรวมกันไม่ถึงครึ่งหนึ่งของราคา เช่าซื้อ ที่ระบุในบัญชีรายการท้ายสัญญา ผู้ เช่าซื้อ จะต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเมื่อรวมกับจำนวนที่จ่ายเป็นค่า เช่าซื้อ ร่วมทั้งเงินที่ชำระครั้งแรกแล้วจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของราคา เช่าซื้อ ที่ระบุในบัญชีรายการท้ายสัญญา" ข้อสัญญาดังกล่าวนี้ใช้ บังคับได้ โดยมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับและในกรณีฟ้องเรียกราคารถยนต์ เช่าซื้อ ที่ยังขาดอยู่ตามสัญญา เช่าซื้อ เช่นนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 190/30 มิใช่อายุความหกเดือนได้ความว่าสัญญา เช่าซื้อ สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2534 และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2535 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ 628,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ และเมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าราคารถยนต์ เช่าซื้อ ที่ยังขาดอยู่ตามสัญญามีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ สำหรับเบี้ยปรับนั้นหากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ เนื่องจากราคารถยนต์ที่ เช่าซื้อ เป็นการคิดราคารวมกับค่าเช่า และการใช้รถยนต์จะต้องมีการเสื่อมราคา พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ 500,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้นเหมาะสมแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน628,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8365/2538 บริษัท ซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง ( ประเทศ ไทย ) จำกัด โจทก์ นาย ขวัญ มงคล จินดานนท์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 193/30 , ม. 380 , ม. 391 , ม. 392 , ม. 563 , ม. 574 ป.วิ.พ. ม. 142