ฎีกาที่ 8174/2538
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีแดงที่ 8174-8176/2538 คดีสำนวนที่สองสำหรับโจทก์ที่ 4 นั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 4 โดยฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุละเมิดเกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 หาได้มีส่วนประมาทด้วยไม่ จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 4 ดังนั้นการที่โจทก์ที่ 4 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 เพียง 2,500 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ที่ 4มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเต็มจำนวน 5,000 บาท เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์ที่ 4 ฎีกาขอให้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 4 ด้วย จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 นั่นเอง อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับคดีสำนวนที่สองไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกนั้น โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 172,881.25 บาทแก่โจทก์ที่ 1 คดีจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เช่นกัน ที่โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าจำเลยที่ 2ค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 มีเพียงใด และโจทก์ที่ 3 ควรมีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือไม่ โจทก์ที่ 3 กับจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 หรือไม่ ล้วนแต่เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาข้อกฎหมายของโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ในข้อที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เหตุละเมิดมิได้เป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1แต่เป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและมิใช่เป็นประเด็นที่ขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์นั้น โจทก์ที่ 1 ได้กล่าวในอุทธรณ์ว่า เหตุที่รถยนต์เกิดชนกันจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อเพียงฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ จึงเป็นข้อที่โจทก์ที่ 1 กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้
ย่อยาว
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด ว่า โจทก์ที่ 1 นายวิฉุ้น แซ่เตีย ว่า โจทก์ที่ 2 มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี ว่า โจทก์ที่ 3 นางสุรีย์ จันทร ว่า โจทก์ที่ 4นายวิว ดวงหมุน ว่า โจทก์ที่ 5 และเรียกนายสมเกียรติหรือกึ้ง เพชรประสิทธิ์ ว่าจำเลยที่ 1 นายโกศรี เหล่าธารทรัพย์ ว่า จำเลยที่ 2 นางสาวจำเนียร ซุนฟุ้งหรือซุนฟ้ง ว่า จำเลยที่ 3 และพระสังฆราชเปโต คาเรตโต ว่า จำเลยที่ 4 สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน 80 - 1695สมุทรสงคราม ไว้จากโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 3 ที่ 4 และโจทก์ที่ 3 ร่วมกันเป็นเจ้าของโรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ต โรงเรียนดังกล่าวเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียนม - 0130 ภูเก็ต ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับขี่ในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และโจทก์ที่ 3 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2530เวลา 9 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียนม - 0130 ภูเก็ต ผ่านสี่แยกถนนสายเอเซียตัดกับถนนสายสุราษฎร์ธานี - ตะกั่วป่า ซึ่งอยู่ที่ตำบลโรงช้างอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมุ่งหน้าจะไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวัง ไม่หยุดรอให้รถที่แล่นบนถนนสายเอเซียผ่านพ้นไปก่อนตามเครื่องหมายจราจร เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์บรรทุกน้ำมันที่โจทก์ที่ 1รับประกันภัยไว้ ซึ่งขับโดยจำเลยที่ 1 ทำให้รถยนต์บรรทุกน้ำมันดังกล่าวเสียหลักไปชนรถยนต์หมายเลขทะเบียนน - 9467 นครศรีธรรมราช ซึ่งขับโดยโจทก์ที่ 5ที่ริมถนนและไปชนเสากั้นข้างทางและเสาไฟฟ้าแล้วพลิกคว่ำได้รับความเสียหายหลายรายการ โจทก์ที่ 1 จ่ายค่าอะไหล่และค่าซ่อมให้แก่โจทก์ที่ 2 ไปแล้วเป็นเงิน162,881.25 บาท ค่าลากจูงจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีไปยังอู่เจริญพล จังหวัดชลบุรี จำนวน 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 172,881.25 บาทโจทก์ที่ 2 จ้างรถยนต์มาขนถ่ายน้ำมันโซล่าที่เหลืออยู่ในรถยนต์บรรทุกน้ำมันดังกล่าวจากที่เกิดเหตุไปยังจังหวัดตรัง เสียค่าจ้าง 2,500 บาท จ่ายค่าเสียหายเป็นค่าน้ำมันโซล่า จำนวน 7,890 ลิตร ให้แก่เจ้าของน้ำมันเป็นเงิน 52,627 บาท ค่าลากรถยนต์จากที่เกิดเหตุไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอพุนพิน เป็นเงิน 1,700 บาท รวมเป็นเงิน56,827 บาท นอกจากนั้นโจทก์ที่ 2 คิดค่าเสื่อมราคาของรถยนต์บรรทุกน้ำมันเป็นเงิน100,000 บาท ต้องใช้เวลาซ่อมรถยนต์คันดังกล่าว 6 เดือน 20 วัน ทำให้ขาดประโยชน์เดือนละ 40,000 บาท คิดเป็นค่าขาดประโยชน์ 260,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 2 ได้รับเป็นเงิน 416,827 บาท จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และโจทก์ที่ 3 ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 ด้วยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2530 ถึงวันฟ้อง (19 ธันวาคม 2531) เป็นเงิน 31,262 บาทรวมเป็นเงิน 448,089 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และโจทก์ที่ 3ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 172,881.25 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และ 488,089 บาทแก่โจทก์ที่ 2 และให้ร่วมกันใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน172,881.25 บาท และ 416,827 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และโจทก์ที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3ที่ 4 และโจทก์ที่ 3 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ที่ 1 ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 4 และหรือโจทก์ที่ 3ทั้งไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ความเสียหายเกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ 2 ซึ่งขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันผ่านสี่แยกที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าชนรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับอย่างแรงจนรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับกระเด็นไปไกล 10 เมตรเศษ ได้รับความเสียหายมากหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาที่ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดให้จำคุก 5 เดือน จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เคลือบคลุมเพราะไม่เข้าใจว่าฟ้องให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และโจทก์ที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในฐานะใด เพราะจำเลยที่ 3 ที่ 4 มิได้เป็นเจ้าของโรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ตมิได้เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียนม - 0130 ภูเก็ต ตามฟ้อง ทั้งมิได้เป็นนายจ้างหรือผู้มีอำนาจสั่งการให้จำเลยที่ 2 กระทำการใด ๆ ดังที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้าง โรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ตเป็นโรงเรียนในเครือของโจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 3เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียนม - 0130 ภูเก็ต ฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2มิได้ระบุว่าใครเป็นผู้แทนของโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคล ขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สอง โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 3 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและเป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียนม - 0130 ภูเก็ตใช้ในกิจการของโรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ตซึ่งเป็นโรงเรียนในเครือของโจทก์ที่ 3ในการฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการแทน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2530เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน 80 - 1695สมุทรสงคราม ของโจทก์ที่ 2 ไปในทางการที่จ้างของโจทก์ที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังและด้วยความเร็วสูง เมื่อผ่านสี่แยกถนนสายเอเซียตัดกับถนนสายสุราษฎร์ธานี - ตะกั่วป่า มิได้ชะลอความเร็วและพุ่งเข้าชนรถยนต์หมายเลขทะเบียนม - 0130 ภูเก็ต ของโจทก์ที่ 3 อย่างแรง ทำให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 3 กระเด็นไป 10 เมตร ได้รับความเสียหายมาก คิดเป็นเงิน 95,000 บาทเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4 ซึ่งโดยสารมาในรถรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 10,000 บาท ต้องขาดรายได้เดือนละ 1,500 บาทเป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 4,500 บาท รวมเป็นเงิน 14,500 บาท นอกจากโจทก์ที่ 3 ต้องเสียค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงิน 95,000 บาท แล้ว ยังต้องเสียค่าจ้างลากรถยนต์จากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปซ่อมที่อำเภอตะกั่วป่า เป็นเงิน 5,500 บาทและโจทก์ที่ 3 ต้องจ้างรถยนต์อื่นมาใช้ในกิจการของโรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ตแทนอัตราวันละ 100 บาท เป็นเวลา 360 วัน เป็นเงิน 36,000 บาท อีกด้วยรวมเป็นค่าเสียหายของโจทก์ที่ 3 ทั้งสิ้น 136,500 บาท จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จะต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ได้รับดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปด้วย คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยที่ต้องชำระแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 10,237.50 บาท ชำระแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน1,087.50 บาท ขอให้บังคับโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน146,737.50 บาท และ 15,587.50 บาท ตามลำดับ และให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จากต้นเงิน 136,500 บาท และ14,500 บาท ตามลำดับ นับแต่วันฟ้อง (16 ธันวาคม 2531)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ให้การว่า ผู้ที่ลงลายชื่อมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนโจทก์ที่ 3 ไม่มีอำนาจกระทำการในขณะที่มอบอำนาจ ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริง โจทก์ที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียนม - 0130 ภูเก็ต จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย และโจทก์ที่ 4 มิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากสามีที่ชอบด้วยกฎหมายให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน80 - 1695 สมุทรสงคราม มิได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 เหตุที่รถยนต์ชนกันมิได้เกิดในทางการที่จ้างของโจทก์ที่ 2 แต่เกิดในกิจการส่วนตัวของจำเลยที่ 1เอง แต่อย่างไรก็ตามเหตุที่เกิดมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันเข้าในบริเวณสี่แยกด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด และด้วยความระมัดระวังอย่างดีแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะจำเลยที่ 2ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียนม - 0130 ภูเก็ต ด้วยความประมาทเลินเล่อ เพราะเห็นอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันถึงบริเวณสี่แยก แต่จำเลยที่ 2ไม่หยุดรถตามเครื่องหมายป้าย "หยุด" ซึ่งติดตั้งอยู่ โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1ขอให้การตัดฟ้องว่า ฟ้องโจทก์ที่ 3 เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายว่าโจทก์ที่ 3เสียหายอย่างใดบ้าง ค่าซ่อมรถที่เรียกมา 95,000 บาท นั้นสูงเกินไป เพราะอย่างมากไม่เกิน 10,000 บาท ค่าจ้างลากรถยนต์ไปยังอำเภอตะกั่วป่า ไม่เกิน1,500 บาท ค่าจ้างรถยนต์อื่นที่อ้างว่าจ้างมาวันละ 100 บาท เป็นเวลา 360 วันรวมเป็นเงิน 36,000 บาท นั้น ความจริงโจทก์ที่ 3 มิได้จ้างรถยนต์อื่นแต่อย่างใดค่าเสียหายส่วนนี้จึงไม่มี ส่วนค่ารักษาพยาบาลโจทก์ที่ 4 นั้น หากมีจริงก็ไม่เกิน2,000 บาท และโจทก์ที่ 4 มิได้ขาดรายได้เพราะโจทก์ที่ 4 มีเงินเดือนประจำทุกเดือนระหว่างรักษาตัว โจทก์ที่ 4 ยังคงได้รับเงินเดือนอยู่ค่าเสียหายส่วนนี้จึงไม่มี ขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สาม โจทก์ที่ 5 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 5 เป็นผู้ เช่าซื้อ รถยนต์หมายเลขทะเบียนน - 9467 นครศรีธรรมราช จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม2530 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน 80 - 1695สมุทรสงคราม บรรทุกน้ำมัน 15,000 ลิตร ไปตามถนนสายเอเซีย ตามคำสั่งและในทางการที่จ้างของโจทก์ที่ 2 เพื่อไปยังจังหวัดตรัง เมื่อมาถึงสี่แยกถนนสายเอเซียตัดกับถนนสายสุราษฎร์ธานี - ตะกั่วป่า จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียนม - 0130 ภูเก็ต ตามคำสั่งและในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 มาตามถนนสายสุราษฎร์ธานี - ตะกั่วป่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังและขับรถด้วยความเร็วสูง เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับมาพุ่งเข้าชนกันแล้วรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับครูดกับถนนผ่านพ้นสี่แยกพุ่งเข้าชนรถยนต์คันที่โจทก์ที่ 5 เช่าซื้อ มาและขับอยู่ในช่องเดินรถของโจทก์ที่ 5 ในทิศทางรถสวนทางกับจำเลยที่ 1 อย่างแรง ได้รับความเสียหายมาก โจทก์ที่ 5 และภรรยาได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาตัวเป็นเวลาคนละ 1 เดือน ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลรวม 12,000 บาท โจทก์ที่ 5และภรรยามีอาชีพค้าขายระหว่างจังหวัดมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 12,000 บาทจึงทำให้ขาดรายได้ไปเป็นเงิน 12,000 บาท โจทก์ที่ 5 ต้องเสียค่าลากจูงรถยนต์จากที่เกิดเหตุไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอพุนพิน และไปยังอู่ซ่อมที่อำเภอฉวางรวมเป็นเงิน 4,000 บาท ต้องเสียค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงินทั้งสิ้น 125,795 บาทซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ 5 ที่จะต้องซ่อมและฟ้องร้องผู้ทำละเมิดตามสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ของโจทก์ที่ 5 เป็นรถยนต์ใหม่เมื่อถูกชนทำให้เสื่อมสภาพลงคิดค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 30,000 บาท รถยนต์ดังกล่าวต้องใช้เวลาซ่อม 3 เดือน โจทก์ที่ 5 จึงต้องจ้างรถยนต์อื่นมาใช้บรรทุกสินค้าแทนเป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 27,000 บาทรวมค่าเสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน 210,795 บาท โจทก์ที่ 5 ได้ติดตามทวงถามให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และโจทก์ที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่จำเลยและโจทก์ดังกล่าวไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และโจทก์ที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 210,795 บาท แก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ให้การว่า โจทก์ที่ 5 มิใช่ผู้ เช่าซื้อ รถยนต์หมายเลขทะเบียนน - 9467 นครศรีธรรมราช จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์ที่ 5 ฟ้องคดีนี้โดยมิได้รับความยินยอมจากภรรยาเป็นหนังสือ โจทก์ที่ 5 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน 80 - 1695 สมุทรสงคราม จำเลยที่ 1 มิได้ขับรถบรรทุกน้ำมันในทางการที่จ้างของโจทก์ที่ 2 แต่ได้ขับไปในกิจการส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เอง โจทก์ที่ 2จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เหตุที่รถยนต์ชนกันมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 แต่เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 แต่เพียงฝ่ายเดียว ฟ้องของโจทก์ที่ 5 ที่เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลเป็นฟ้องเคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าค่ารักษาพยาบาลส่วนของโจทก์ที่ 5 มีอะไรบ้างจำนวนเท่าใด จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เห็นว่าค่ารักษาพยาบาลในส่วนของโจทก์ที่ 5 อย่างมากไม่เกิน 1,000 บาท เพราะโจทก์ที่ 5 ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยส่วนค่ารักษาพยาบาลในส่วนของภรรยาโจทก์ที่ 5 นั้น โจทก์ที่ 5 ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลแทนได้ ฟ้องโจทก์ที่ 5 ที่ว่า โจทก์ที่ 5 และภรรยาร่วมกันประกอบอาชีพค้าขายเป็นฟ้องเคลือบคลุม เพราะมิได้บรรยายว่า ค้าขายอะไร รายได้ส่วนตัวของโจทก์ที่ 5 จำนวนเท่าใด ค่าเสียหายส่วนนี้จึงไม่เกิน 3,000 บาท ค่าลากจูงรถยนต์ของโจทก์ที่ 5 นั้นสูงเกินไป อย่างมากไม่เกิน 1,000 บาท ฟ้องโจทก์ที่ 5เกี่ยวกับค่าเสียหายของรถยนต์ที่ว่าได้รับความเสียหายมากนั้นเป็นฟ้องเคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายว่าเสียหายอะไรบ้างรวมเป็นเงิน 125,795 บาท ซึ่งความจริงค่าเสียหายไม่เกิน 20,000 บาท รถยนต์ของโจทก์ที่ 5 เมื่อซ่อมแล้วไม่ได้เสื่อมราคาลงแต่อย่างใดเพราะสามารถขายได้ราคาดีกว่าเดิม ค่าเสียหายส่วนนี้จึงไม่มีโจทก์ที่ 5 มิได้จ้างรถยนต์อื่นมาใช้งานแทน เพราะไม่มีหลักฐานที่แสดงให้ทราบได้ค่าเสียหายทั้งสิ้นจึงไม่ควรเกิน 25,000 บาท อย่างไรก็ตามคดีนี้เกิดเหตุวันที่ 19ธันวาคม 2530 โจทก์ที่ 5 ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2532 จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ที่ 5 เป็นแต่เพียงผู้ เช่าซื้อ รถยนต์ มิได้เป็นเจ้าของหรือได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของให้ฟ้องคดีแทนจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายใด ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 2และที่ 3 โจทก์ที่ 5 มิได้บาดเจ็บสาหัส ความจริงโจทก์ที่ 5 บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยรักษา 10 วันหาย ตามที่โจทก์ที่ 5 เคยเบิกความที่ศาลจังหวัดทุ่งสง เมื่อวันที่ 6พฤษภาคม 2531 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1462/2531 ของศาลแขวงสุราษฎร์ธานีดังนั้นที่โจทก์ที่ 5 อ้างใบรับรองแพทย์ท้ายฟ้องหมายเลข 2 ว่า รักษาตัวเป็นเวลา1 เดือน จึงไม่ถูกต้อง โจทก์ที่ 5 อ้างว่าโจทก์ที่ 5 และภรรยาประกอบอาชีพค้าขายระหว่างจังหวัดมีรายได้รวมกันเดือนละ 12,000 บาท เมื่อเกิดเหตุแล้วประกอบอาชีพไม่ได้ ขาดรายได้ไป 1 เดือน เป็นเงิน 12,000 บาท และรถยนต์ของโจทก์ที่ 5ต้องซ่อมเป็นเวลา 3 เดือน ต้องจ้างรถยนต์อื่นมาแทนเป็นเงิน 27,000 บาท นั้นโจทก์ที่ 5 ไม่มีหลักฐานมายืนยันให้รับฟังได้ ฟ้องโจทก์ที่ 5 เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ และค่าเช่ารถยนต์เป็นฟ้องเคลือบคลุม เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจต่อสู้คดีได้ว่าโจทก์ที่ 5 เสียหายไปเท่าใด ทั้งภรรยาของโจทก์ที่ 5 มิได้มอบอำนาจให้ฟ้องเรียกค่าเสียหาย โจทก์ที่ 5 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแทนภรรยา จำเลยที่ 2 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 5 แต่ความเสียหายเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว จำเลยที่ 3 มิได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2เป็นแต่เพียงผู้ร่วมงานกันโดยมีโจทก์ที่ 3 เป็นนายจ้าง ฟ้องโจทก์ที่ 5 เกี่ยวกับค่าเสียหายขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 5 ถึงแก่ความตาย นางพาณิชย์ ดวงหมุนภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 62,500 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 93,413.50 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,500 บาท แก่โจทก์ที่ 4 พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2530จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 และที่ 5 โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์สำนวนแรกและสำนวนที่สอง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 172,881.25 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (19 ธันวาคม 2531) ไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ที่ 1 เสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 4 นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ฎีกาสำนวนแรก และโจทก์ที่ 4ฎีกาสำนวนที่สอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำนวนที่สองสำหรับโจทก์ที่ 4 นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 4 โดยฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุละเมิดเกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 หาได้มีส่วนประมาทด้วยไม่ จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 4 ดังนั้น การที่โจทก์ที่ 4 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 เพียง 2,500 บาทเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ที่ 4 มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเต็มจำนวน 5,000 บาท เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์ที่ 4 ฎีกาขอให้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 4 ด้วย จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 นั่นเอง อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับคดีสำนวนที่สองไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกนั้นโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 172,881.25 บาทแก่โจทก์ที่ 1 คดีจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา248 วรรคหนึ่ง เช่นกัน ที่โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าจำเลยที่ 2 ค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 มีเพียงใด และโจทก์ที่ 3 ควรมีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือไม่ โจทก์ที่ 3 กับจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 หรือไม่ ล้วนแต่เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาข้อกฎหมายของโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ในข้อที่ว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เหตุละเมิดมิได้เป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1แต่เป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและมิใช่เป็นประเด็นที่ขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์นั้นเห็นว่า ในข้อนี้โจทก์ที่ 1 ได้กล่าวในอุทธรณ์ว่า เหตุที่รถยนต์เกิดชนกันจำเลยที่ 2เป็นผู้ก่อเพียงฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ จึงเป็นข้อที่โจทก์ที่ 1กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8174/2538 บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด กับพวก โจทก์ นายโกศรี เหล่าธารทรัพย์ กับพวก จำเลย ฯลฯ 8174-8176/2538 ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง , ม. 183 วรรคสอง , ม. 248 วรรคหนึ่ง