ฎีกาที่ 8173/2538
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์เป็นผู้ เช่าซื้อ รถยนต์จากบริษัทง. โจทก์ในฐานะผู้ เช่าซื้อ ย่อมมีสิทธิที่จะยึดถือและใช้ประโยชน์ตลอดจนต้องรับผิดในความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแก่รถยนต์คันที่ เช่าซื้อ และเมื่อได้ใช้เงินครบถ้วนแล้วรถยนต์นั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ หรือหากเกิดสัญญา เช่าซื้อ กันโจทก์ก็มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์คืนให้ผู้ เช่าซื้อ ในสภาพเดิมโจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ มา แม้ในระหว่างที่โจทก์ผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ อยู่นั้นโจทก์ได้ขายและส่งมอบรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ มาให้แก่ ส. โดยมีข้อตกลงให้ส. ผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ ส่วนที่เหลือแทนโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการโอนสิทธิการ เช่าซื้อ รถยนต์ให้แก่ ส.แต่บริษัท ง. ผู้ให้ เช่าซื้อ ก็มิได้ตกลงด้วย โจทก์จึงยังคงเป็นผู้ เช่าซื้อ ตามสัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับบริษัทง.ผู้ให้ เช่าซื้อ อยู่ และยังคงเป็นความผูกพันตามสัญญา เช่าซื้อ ในฐานะที่เป็นผู้ เช่าซื้อ มีสิทธิหน้าที่และความรับผิดในรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ ต่อบริษัทง. ตามสัญญา เช่าซื้อ และตามกฎหมายลักษณะ เช่าซื้อ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ ซึ่งเอาประกันวินาศภัยไว้แก่จำเลยสัญญา ประกันภัยย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับประกันภัยรถยนต์นั่งสองแถวโดยสารส่วนบุคคล ยี่ห้อยี่ซูซุ หมายเลขทะเบียน 6ร-2789 กรุงเทพมหานครไว้จากโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2532 เวลาประมาณ19 นาฬิกา นายสุรินทร์ ได้ขับรถยนต์ดังกล่าวไปจอดที่บริเวณหน้าร้านขายหนังสือดวงกมลในซอยโรงภาพยนตร์โอเอ ถนนราชปรารถ แขวงถนนพญาไท เขตพญาไทกรุงเทพมหานคร โดยได้ปิดล็อกกลอนประตูไว้เป็นที่เรียบร้อยต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายสุรินทร์ได้กลับมาที่จอด รถยนต์ไว้ แต่ปรากฏว่ารถยนต์ได้หายไป โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2532ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 210,750 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยได้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6ร-2789 กรุงเทพมหานคร ไว้จากโจทก์จริงแต่โจทก์มิใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองหรือผู้ใช้ประโยชน์ในรถยนต์ดังกล่าว เพราะโจทก์ได้ขายและส่งมอบให้นายสุรินทร์ รอชซากี ไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในรถยนต์ขณะที่เอาประกันภัยสัญญาประกันภัยจึงไม่ผูกพันจำเลยขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ เช่าซื้อ รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 6ร-2789 กรุงเทพมหานครจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็มซีซี จำกัด โจทก์ในฐานะผู้ เช่าซื้อ ย่อมมีสิทธิที่จะยึดและใช้ประโยชน์ตลอดจนต้องรับผิดในความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแก่รถยนต์คันที่ เช่าซื้อ และเมื่อได้ใช้เงินครบถ้วนแล้ว รถยนต์นั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ หรือหากเกินสัญญา เช่าซื้อ กันโจทก์ก็มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์คืนให้ผู้ เช่าซื้อ ในสภาพเดิม โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ มาแม้ในระหว่างที่โจทก์ผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ อยู่ นั้นโจทก์ได้ขายและส่งมอบรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ มาให้แก่นายสุรินทร์โดยมีข้อตกลงให้นายสุรินทร์ผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ ส่วนที่เหลือแทนโจทก์ซึ่งมีลักษณะเป็นการโอนสิทธิการ เช่าซื้อ รถยนต์ให้แก่นายสุรินทร์แต่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็มซีซี จำกัดผู้ให้ เช่าซื้อ ก็มิได้ตกลงด้วยโจทก์จึงยังคงเป็นผู้ เช่าซื้อ ตามสัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอ็มซีซีจำกัด ผู้ให้ เช่าซื้อ อยู่ และยังคงมีความผูกพันตามสัญญา เช่าซื้อ ในฐานะที่เป็นผู้ เช่าซื้อ มีสิทธิหน้าที่และความรับผิดในรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ ต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอ็มซีซี จำกัดตามสัญญา เช่าซื้อ และตามกฎหมายลักษณะ เช่าซื้อ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ ซึ่งเอาประกันวินาศภัยไว้แก่จำเลยสัญญาประกันภัยย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ ซึ่งเอาประกันวินาศภัยไว้แก่จำเลยหายไปจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามสัญญาประกันภัยเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาทรวมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน200,000 บาท นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2533ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไป แต่ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 210,750 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้นนั้นเป็นการขอคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน200,000 บาท นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 ตุลาคม 2533)ต้องไม่เกิน 10,750 บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8173/2538 นาย หัตภยุตติ ซาฮิบ โจทก์ บริษัท ลิเบอร์ตี้ ประกันภัย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 863