ฎีกาที่ 7849/2538
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน45,000บาทและค่า เช่าซื้อ ที่ขาดจำนวน301,800บาทศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเฉพาะค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน15,000บาทแก่โจทก์โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นในส่วนค่า เช่าซื้อ ที่ขาดเป็นเงิน301,800บาทจำเลยที่1แก้อุทธรณ์ว่าจำเลยที่1เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน15,000บาทแม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงินเป็นค่า เช่าซื้อ ที่ยังขาดเพิ่มขึ้น200,000บาทแล้วจำเลยที่1ฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ก็ตามทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของจำเลยที่1ย่อมต้องคำนวณหักค่าเสียหายซึ่งจำเลยที่1พอใจตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน15,000บาทออกทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน200,000บาทต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่ง ตามข้อสัญญา เช่าซื้อ ที่กำหนดไว้ว่าผู้ เช่าซื้อ ยอมชำระเงินจำนวนที่ยังขาดอยู่อีกให้แก่ผู้ให้ เช่าซื้อ จนครบความหมายของคำว่า"ยอมชำระเงินจำนวนที่ยังขาดอยู่อีก"มีว่าผู้ เช่าซื้อ จะต้องชำระราคารถยนต์ที่ เช่าซื้อ ที่ยังขาดอยู่จนครบตามที่ระบุไว้ในสัญญาเป็นสัญญาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเจ้าของผู้ให้ เช่าซื้อ ถือว่าเป็นข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายเป็นการกำหนดเบี้ยปรับกันไว้ล่วงหน้าเงินจำนวนที่ยังขาดอยู่อีกนี้จึงมิใช่เป็นกรณีที่กำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างดังนั้นแม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าโจทก์เรียกร้องมาตามสัญญา เช่าซื้อ ในส่วนที่เป็นค่าเสื่อมราคาหรือแทนค่าเสื่อมราคาแต่ศาลอุทธรณ์ก็ยังวินิจฉัยต่อไปว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับซึ่งถ้าสูงเกินส่วนย่อมลดลงได้ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฎในคำฟ้องหรืออุทธรณ์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 ที่จำเลยฎีกาว่ากรณีน่าเชื่อว่าโจทก์ขายรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นโจทก์ได้รับประโยชน์ในรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คุ้มกับเงินที่โจทก์ลงทุนแล้วและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเพิ่มขึ้น200,000บาทเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่าเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยมาแล้วยังไม่คุ้มกับความเสียหายในส่วนนี้เมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้วเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์200,000บาทจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสองว่าตามสัญญา เช่าซื้อ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ18ต่อปีเป็นเบี้ยปรับแต่โจทก์ได้รับเงินจากจำเลยเป็นเงินจำนวนสูงมากกว่าค่าขาดประโยชน์ใช้สอยรายเดือนเป็นจำนวนมากเงินส่วนค่าดอกเบี้ยที่เป็นเบี้ยปรับจึงซ้ำซ้อนกับเบี้ยปรับที่โจทก์ได้รับไว้และมีจำนวนมากเกินควรแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจำนวนนี้อีกนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการกำหนดเบี้ยปรับลดลงเป็นจำนวนพอสมควรโดยให้โจทก์ได้รับเบี้ยปรับเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5ต่อปีจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ที่จำเลยว่าศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้จำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์เดือนละ5,000บาทเป็นเงิน15,000บาทค่าเสียหายในส่วนนี้สูงเกินควรเพราะโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยไปเป็นจำนวนมากคุ้มประโยชน์ของโจทก์แล้วขอให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้เสียนั้นเห็นว่าปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้อุทธรณ์และจำเลยแก้อุทธรณ์ว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในการขาดประโยชน์ของโจทก์15,000บาทแล้วฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ยี่ห้อนิสสันจากโจทก์ 1 คัน ในราคา 1,264,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา250,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็น 30 งวด งวดละเดือนเดือนละ 33,800 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์เพียง 4 งวดแล้วผิดนัดตั้งแต่งงวดที่ 5 ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2534 สัญญา เช่าซื้อ จึงเป็นอันเลิกกันทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวแต่จำเลยที่ 1ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2534โจทก์ติดตามรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนได้ รถยนต์ที่ เช่าซื้อ มีสภาพเสียหายโจทก์นำออกขายได้ 577,000 บาท ราคารถยนต์ยังขาดอยู่อีก301,800 บาท โจทก์ขาดประโยชน์โดยโจทก์อาจนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนเป็นเงิน 45,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน 346,800 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 346,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เสียหายหรือขาดประโยชน์ตามที่กล่าวอ้าง ค่าขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ออกให้เช่าสูงเกินส่วนความจริงแล้วโจทก์อาจนำรถยนต์ออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ด้วยความระมัดระวังสภาพรถยนต์ไม่ได้เสื่อมโทรมตามที่โจทก์อ้าง ราคารถยนต์ที่ขาดเป็นเพราะความผิดของโจทก์ที่ละราคารถยนต์ ลงมา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดและโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกราคาที่ยังขาดอยู่ตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 9ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 15,000 บาทแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เพิ่มขึ้น 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 215,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 45,000 บาท และค่า เช่าซื้อ ที่ขาดจำนวน 301,800 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น346,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเฉพาะค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 15,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นในส่วนค่า เช่าซื้อ ที่ขาดเป็นเงิน 301,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 แก้อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 15,000 บาท แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินเป็นค่า เช่าซื้อ ที่ยังขาดเพิ่มขึ้น 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 215,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ฎีกาของให้ยกฟ้องโจทก์ก็ตามทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ย่อมต้องคำนวณหักค่าเสียหายซึ่งจำเลยที่ 1 พอใจตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 15,000 บาท ออก ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งมีปัญหาวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 9 เป็นการกำหนดเบี้ยปรับกันไว้ล่วงหน้าหรือเป็นกรณีที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้าง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2534 จำเลยที่ 1ได้ เช่าซื้อ รถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญา เช่าซื้อ และหนังสือประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์เพียง4 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่ งวดที่ 5 ประจำวันที่1 กรกฎาคม 2534 สัญญา เช่าซื้อ จึงเลิกกันทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวแต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ วันที่ 14 ตุลาคม2534 โจทก์ติดตามรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนได้ และนำออกขายได้ราคา577,000 บาท ราคารถยนต์ยังขาดอยู่ 301,800 บาท พิเคราะห์แล้วตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 9 ระบุว่า "เมื่อเจ้าของรับหรือยึดทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ คืนมาได้แล้วเจ้าของอาจเลือกใช้สิทธิที่จะนำทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ออกขายโดยเปิดเผยกับบุคคลใดเป็นราย ๆ ไป หรือโดยวิธีประมูล หรือโดยวิธีการขายทอดตลาด ตามราคาที่เจ้าของเห็นสมควรโดยเจ้าของมิจำต้องบอกกล่าวให้ผู้ เช่าซื้อ ทราบ จำนวนเงินที่ขายได้หากมีการซ่อมแซมทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ก่อนขายให้เจ้าของหักเงินค่าซ่อมแซมออกจากราคาที่ขายได้ เหลือเท่าใดให้นำไปชำระราคาค่า เช่าซื้อ ที่ยังคงเหลืออยู่รวมทั้งค่าภาษีหากจะพึงมีกับค่าใช้จ่ายอื่นตามที่ผู้ เช่าซื้อ มีหน้าที่จะต้องชำระตามสัญญานี้และผู้ เช่าซื้อ ให้สัญญาว่า หากราคาทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ซึ่งได้ขายไปไม่พอชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว ผู้ เช่าซื้อ ยอมชำระเงินจำนวนที่ยังขาดอยู่อีกให้กับเจ้าของจนครบ" เห็นว่า ตามข้อสัญญาหรือข้อตกลงดังกล่าวที่กำหนดไว้ว่า ผู้ เช่าซื้อ คือจำเลยที่ 1 ยอมชำระเงินจำนวนที่ยังขาดอยู่อีกให้แก่เจ้าของคือโจทก์จนครบ ความหมายของคำว่า "ยอมชำระเงินจำนวนที่ยังขาดอยู่อีก" มีว่า ผู้ เช่าซื้อ จะต้องชำระราคารถยนต์ที่ เช่าซื้อ ที่ยังขาดอยู่จนครบตามที่ระบุไว้ในสัญญา เป็นสัญญาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเจ้าของผู้ให้ เช่าซื้อ ถือว่าเป็นข้อตกลงเรื่องค่าเสียหาย เป็นการกำหนดเบี้ยปรับกันไว้ล่วงหน้า เงินจำนวนที่ยังขาดอยู่อีกนี้จึงมิใช่เป็นกรณีที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าที่ค้าง แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าโจทก์เรียกร้องมาตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 9 ในส่วนที่เป็นค่าเสื่อมราคาหรือแทนค่าเสื่อมราคา แต่ศาลอุทธรณ์ก็ยังวินิจฉัยต่อไปว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับซึ่งถ้าสูงเกินส่วนย่อมลดลงได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฎในคำฟ้องหรืออุทธรณ์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า กรณีน่าเชื่อว่าโจทก์ขายรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น โจทก์ได้รับประโยชน์ในรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คุ้มกับเงินที่โจทก์ลงทุนแล้ว และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเพิ่มขึ้น 200,000 บาท เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนั้น เห็นว่า เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 1มาแล้ว ยังไม่คุ้มกับความเสียหายในส่วนนี้ เมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์ 200,000 บาท จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสองว่า ตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 7 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ18 ต่อปี เป็นเบี้ยปรับ แต่โจทก์ได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวนสูงมากกว่าค่าขาดประโยชน์ใช้สอยรายเดือนเป็นจำนวนมากเงินส่วนค่าดอกเบี้ยที่เป็นเบี้ยปรับจึงซ้ำซ้อนกับเบี้ยปรับที่โจทก์ได้รับไว้และมีจำนวนมากเกินควรแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจำนวนนี้อีกนั้น เห็นว่า เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการกำหนดเบี้ยปรับลดลงเป็นจำนวนพอสมควร โดยให้โจทก์ได้รับเบี้ยปรับเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายที่กล่าวข้างต้นเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้จำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาทเป็นเงิน 15,000 บาท ค่าเสียหายในส่วนนี้สูงเกินควร เพราะโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 ไปเป็นจำนวนมากคุ้มประโยชน์ของโจทก์แล้วขอให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้เสียนั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ และจำเลยที่ 1 แก้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายในการขาดประโยชน์ของโจทก์ 15,000 บาท แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7849/2538 บริษัท สยามกลการ จำกัด โจทก์ นาย ธวัชชัย กมลรัตน์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง , ม. 237 , ม. 248 วรรคหนึ่ง , ม. 249 วรรคหนึ่ง