ฎีกาที่ 6229/2537
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนให้โจทก์แล้ว สัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1เป็นอันเลิกกัน ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยมีว่าจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ โดยนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไปส่งคืนให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ เพราะถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ สัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3นำสืบก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 3 ไม่ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ ต่อกันไว้สัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ระงับไปนั้น ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความโต้เถียงกัน คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งจำเลยที่ 1 คงฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายแต่ในการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ โดย นำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไปส่งคืนให้แก่โจทก์และตกลงให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ เช่าซื้อ แทนหรือไม่แล้ว ศาลฎีกาย่อมมิอาจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าสัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับไปแล้วได้เพราะข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2529 จำเลยที่ 1ได้ เช่าซื้อ รถยนต์คันหมายเลขทะเบียนน-4625 เลย ไปจากโจทก์ในราคา 280,400 บาท ชำระค่า เช่าซื้อ ในวันทำสัญญา 50,000 บาทที่เหลือจะผ่อนชำระเป็นเวลา 48 เดือน เดือนละ 4,800 บาทเริ่มชำระเดือนแรกวันที่ 28 พฤษภาคม 2529 และทุกวันที่28 ของเดือนถัดไป จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ได้รับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไปแล้ว การทำสัญญา เช่าซื้อ ของจำเลยที่ 1ดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภรรยาของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1ชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์จนถึงงวดวันที่ 28 กรกฎาคม 2531แล้วไม่ชำระอีกเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2531 จำเลยที่ 3ได้แจ้งความต่อพันตำรวจโทสมัย ศรีเกตุ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลยว่า เมื่อวันที่20 กันยายน 2531 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยที่ 3ได้นำรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนน-4625 เลย ที่ เช่าซื้อ มาจากจำเลยที่ 1 ในราคา 190,000 บาท และเป็นรถคันเดียวกันกับที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ ไปจากโจทก์จอดไว้ที่หลังบ้านของจำเลยที่ 3แล้วหายไปการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ จอดรถไว้ในสถานที่ซึ่งไม่ใช่สถานที่เก็บรักษารถทั้งการที่จำเลยที่ 3 ครอบครองรถที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ ไปจากโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ เป็นการผิดสัญญา เช่าซื้อ ของจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่า เช่าซื้อ สองงวดติดต่อกันการครอบครองรถของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ คือค่าเสียหายตั้งแต่วันที่28 กรกฎาคม 2531 ซึ่งเป็นวันชำระค่า เช่าซื้อ ครั้งสุดท้ายถึงวันที่ 21 กันยายน 2531 ซึ่งเป็นวันรถหายรวมเวลา 55 วันซึ่งโจทก์อาจนำรถออกให้เช่าได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าวันละ 200 บาท เป็นเงิน 11,000 บาท รถยนต์คันดังกล่าวขณะหายไปมีราคาไม่น้อยกว่า 180,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 191,000 บาทโจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 191,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนให้โจทก์แล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2530 สัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันและในวันที่จำเลยที่ 1มอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนให้โจทก์ โจทก์ได้มอบรถยนต์คันดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 ครอบครองต่อไปโดยให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินเป็นค่าครอบครองการใช้รถตลอดมาเป็นรายเดือน เท่ากับค่า เช่าซื้อ ตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ อีกเลย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนให้โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2530 เมื่อโจทก์รับรถยนต์คืนมาแล้วได้ให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อ รถยนต์คันดังกล่าวต่อไปในราคา190,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 4,800 บาท เป็นเวลา40 เดือน โดยไม่ได้ทำสัญญากันเป็นหนังสือ แต่อาศัยข้อตกลงและเงื่อนไขตามสัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3ได้ชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์เรื่อยมาเป็นเวลา 19 เดือน เป็นเงิน91,200 บาท เนื่องจากการ เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3ไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือจึงเป็นโมฆะ โจทก์ต้องคืนเงินค่า เช่าซื้อ จำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 ในฐานลาภมิควรได้ ขณะที่จำเลยที่ 3 รับรถยนต์ไปจากโจทก์ รถยนต์มีสภาพและราคาเพียง90,000 บาท ไม่เกินกว่าจำนวนเงินที่โจทก์ต้องคืนแก่จำเลยที่ 3โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ทั้งการที่รถยนต์หายไปก็ไม่ได้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 3 เพราะจำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษารถยนต์ตามสมควรเยี่ยงวิญญูชนแล้วขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับเรื่องสัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ว่าสัญญาดังกล่าวยังไม่ระงับไปเป็นการชอบหรือไม่เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนให้โจทก์แล้ว สัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นอันเลิกกัน ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1ต้องวินิจฉัยมีว่าจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ โดยนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไปส่งคืนให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่เพราะถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้สัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำสืบก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 3 ไม่ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ ต่อกันไว้ สัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ระงับไปนั้น ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความโต้เถียงกัน คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรกจำเลยที่ 1 คงฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่ในการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ โดยนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไปส่งคืนให้แก่โจทก์และตกลงให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ เช่าซื้อ แทนหรือไม่แล้ว ศาลฎีกาย่อมมิอาจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าสัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับไปแล้วได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยข้อเท็จจริงในปัญหาดังกล่าวให้สิ้นกระแสความก่อนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6229/2537 ห้างหุ้นส่วนจำกัด โตโยต้า เมือง เลย ผู้จำหน่าย โตโยต้า โจทก์ นายสม ชัย ทอง ลา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 573 ป.วิ.พ. ม. 238 , ม. 243 (1) , ม. 248 วรรคหนึ่ง