ฎีกาที่ 7044/2537
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49
พ.ศ. 2522 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 49 การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตร...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 29
พ.ศ. 2494 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 29 เวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญให้นับแต่จำนวนปี เศษของปีถ้าถึงครึ่งปีให้นับเป็นหนึ่งปี การนับระยะเวลาตามความในวรรคก่อน สำหรับเดือนหรือวัน ให้คำนวณตามวิธีการจ่ายเงินเดือน...
ย่อสั้น
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2506 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย วันที่ 31 ธันวาคม 2535 จำเลยให้โจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานเพราะเกษียณอายุ แต่โจทก์จะครบ 55 ปีบริบูรณ์วันที่9 มีนาคม 2536 ตามพระราชบัญญัติประดิทิน พ.ศ. 2483 ซึ่งเปลี่ยนเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2483 เป็นเดือนมกราคม กุมภาพันธ์และมีนาคม 2484 โจทก์จึงมีอายุการทำงานเพียง 29 ปี 7 เดือนและได้รับเงินทั้งหมดหลังจากหักภาษีแล้วเป็นจำนวน 903,074.37 บาทการเลิกจ้างโจทก์นั้นไม่เป็นธรรม โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายคือเงินเดือนในปี 2536 เดือนละ 28,780 บาท เป็นจำนวน 345,360 บาทค่าครองชีพเดือนละ 350 บาท เป็นเงิน 4,200 บาท เงินโบนัสจำนวน4 เท่าของเงินเดือนเป็นเงิน 115,120 บาท ค่าพาหนะเดือนละ 1 วันเป็นเงิน 9,600 บาท ค่ารักษาพยาบาล 12,000 บาท รวมทั้งบำเหน็จค่าชดเชยคำนวณจากระยะเวลาทำงาน 30 ปี 8 เดือน ค่าเสียหายทางจิตใจและร่างกายเป็นเงิน 100,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งหมดเป็นเงิน751,305.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากวันที่1 มกราคม 2536 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 27,788 บาท ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม โดยนับอายุงานและให้เงินเดือนกับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ต่อเนื่องเสมือนไม่มีการเลิกจ้างในอัตราเงินเดือนใหม่ 28,780 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 350 บาท นับจากวันที่ 1 มกราคม 2536 เป็นต้นไปและให้ได้รับสิทธิต่าง ๆ ในฐานะพนักงานคืนบริบูรณ์ รวมทั้งบำเหน็จและค่าชดเชยที่จะได้รับเมื่อโจทก์เกษียณอายุในภายหน้า โดยจำเลยไม่กลั่นแกล้งโจทก์ตลอดเวลาทำงานจนกระทั่งโจทก์ออกจากงาน รวมทั้งโจทก์ได้สิทธิพิจารณาต่อเกษียณอายุตามหลักเกณฑ์ของจำเลยด้วย หากการรับโจทก์กลับเข้าทำงานไม่อาจทำได้โดยเหตุใด ๆ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,654,380 บาท โดยส่งเงินที่โจทก์เก็บไว้จากจำเลยจำนวน903,074.37 บาท เป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหาย และให้จำเลยชำระส่วนที่ขาดกับดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์อีกเป็นเงินจำนวน779,093.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 751,305.63 บาทในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะให้เงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน2506 จำเลยมิได้เลือกปฎิบัติต่อโจทก์ การพ้นจากตำแหน่งพนักงานของโจทก์เป็นไปตามคำสั่งที่ 321/2520 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2520เป็นนิติกรรม ซึ่งอยู่ใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/1 ดังนั้น จำเลยจึงไม่จำเป็นต้องถือตามหลักทั่วไปของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/5 และพระราชบัญญัติปีประดิทิน พ.ศ. 2483 นอกจากนี้คำว่า "ปีทำงาน" หมายถึงระยะเวลาทำงานหรือการมีสภาพเป็นพนักงานโดยให้นับ 12 เดือน เป็น 1 ปีเศษของปีให้นับเป็นเดือน เศษของเดือนให้ปัดทิ้งและจำเลยได้ขยายระยะเวลาเกษียณอายุให้ครบในวันที่ 31 ธันวาคมของปีนั้น ๆทำให้โจทก์ได้รับการคำนวณบำเหน็จจากเงินเดือนสุดท้ายที่ได้รับในเดือนธันวาคม 2535 โจทก์ได้รับเงิน 903,074.37 บาท จากจำเลยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2536 โดยไม่โต้แย้ง การฟ้องคดีนี้ถือว่าใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แม้โจทก์จะสามารถทำงานในปี 2536 ได้แต่ก็ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้เงินเดือน เดือนละ 27,760 บาท ส่วนค่าโบนัสค่าพาหนะ ค่ารักษาพยาบาล รวมทั้งเงินบำเหน็จ และค่าชดเชยในปี 2526ที่โจทก์อ้างนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ ข้อบังคับและระเบียบแบบแผนในแต่ละปี ไม่อาจจะคำนวณล่วงหน้าได้ จำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง ศาล แรงงาน กลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยโจทก์เกิดวันที่ 9 มีนาคม 2480 จำเลยให้โจทก์เกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2535 โจทก์ได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จคำสั่งที่ 56/2535 และคำสั่งที่ 321/2520 ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 แล้ววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติปีประดิทินพ.ศ. 2483 กำหนดปีประดิทินใหม่ให้มีระยะเวลาสิบสองเดือนเริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม และสิ้นสุดลงวันที่ 31 ธันวาคม ตามหลักสากลซึ่งเดิมประเทศไทยนับวันที่ 1 เมษายนเป็นวันเริ่มต้นของปีและได้บัญญัติมาตรา 5 ขึ้นรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นว่า การกำหนดปีประดิทินตามความในมาตรา 4 ไม่กระทบกระเทือนถึงอายุบุคคลหรือถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้ หรือต้องคำนวณตามกฎหมายหรือนิติกรรมซึ่งได้ประกาศใช้หรือได้กระทำขึ้นก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้และมีมาตรา 4 และมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 กล่าวถึงการคำนวณอายุการทำงานเพิ่มอีก 1 ปี จะต้องนับตั้งแต่วันที่เข้ารับราชการจนถึงวันสุดท้ายที่ได้รับเงินเดือน โจทก์จะถือปฎิบัติดังเช่นราชการไม่ได้โจทก์ทำงานกับเอกชนโดยเริ่มงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน2506 หลังจากวันที่พระราชบัญญัติปีประดิทิน พ.ศ. 2483 ใช้บังคับและความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไม่ให้กระทบกระเทือนถึงอายุบุคคลและมีคำสั่งที่ 56/2535 เรื่องระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จ และคำสั่งที่ 321/2520 เรื่องประมวลระเบียบปฎิบัติงานธนาคารเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ของจำเลยกำหนดว่าหญิงมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จะสิ้นสภาพการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุ โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 9 มีนาคม 2535แต่จำเลยให้โจทก์พ้นสภาพเมื่อครบปีทำงานคือวันที่ 31 ธันวาคม 2535ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วย เกษียณอายุถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์เกิดวันที่ 9 มีนาคม 2480 จึงมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 9 มีนาคม 2536 และตามระเบียบของจำเลย โจทก์จะต้องเกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2536 การเลิกจ้างเป็นการผิดระเบียบและไม่เป็นธรรมนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติปีประดิทิน พ.ศ. 2483 เปลี่ยนระยะเวลาสิบสองเดือนของปีประดิทินจากเดือนเมษายนถึงเดือนมีนาคม มาเป็นเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคมของแต่ละปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2484 และบัญญัติให้เดือนมกราคมกุมภาพันธ์ และมีนาคม ของปี 2483 เป็นเดือนมกราคม กุมภาพันธ์และมีนาคม ของปี 2484 โดยบทบัญญัติดังกล่าว สำหรับบุคคลที่เกิดก่อนวันที่ 1 มกราคม 2484 หากเกิดในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์หรือมีนาคม อายุจริงของบุคคลนั้นจะน้อยกว่าอายุที่นับตามประดิทิน1 ปี เพราะอายุที่นับตามประดิทินต้องนับอายุของปี 2483 ที่ตัดออกไปด้วยทั้งปี ดังเช่นกรณีของโจทก์ซึ่งเกิดวันที่ 9 มีนาคม 2480ในวันที่ 9 มีนาคม 2484 ถ้านับตามประดิทินโจทก์มีอายุ 4 ปีบริบูรณ์ทั้ง ๆ ที่ตามความเป็นจริงในวันดังกล่าวโจทก์มีอายุเพียง3 ปีบริบูรณ์เท่านั้น เพราะวันที่ 9 มีนาคม 2484 นั้น ถ้าไม่มีพระราชบัญญัติปีประดิทิน พ.ศ. 2483 ออกใช้บังคับ ก็เป็นวันที่9 มีนาคม 2483 นั่นเอง ดังนั้นการนับอายุจริงสำหรับบุคคลที่เกิดก่อนวันที่ 1 มกราคม 2484 และเกิดในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์หรือมีนาคม จึงต้องนำอายุตามประดิทินมาบวกอีก 1 ปี โจทก์ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2480 มีอายุครบ 55 ปี ตามประดิทินในปี 2535เมื่อบวกอีก 1 ปี โจทก์จึงมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่9 มีนาคม 2536 ซึ่งตามระเบียบของจำเลย โจทก์จะต้องเกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2536 การเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างก่อนเกษียณอายุและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาล แรงงาน กลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 9 มีนาคม 2535และเกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับ จำเลยตามคำขอท้ายฟ้องนั้นศาล แรงงาน กลางยังไม่ได้วินิจฉัยในเรื่องนี้ จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้ เห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาล แรงงาน กลางวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ต่อไป" พิพากษายกคำพิพากษาของศาล แรงงาน กลางและให้ศาล แรงงาน กลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาไปตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7044/2537 นาง นันทา ชมจินดา โจทก์ ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด จำเลย พ.ร.บ.ปีประดิทิน พ.ศ.2483 ม. 5