ฎีกาที่ 7339/2537
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยมีข้อตกลงว่าจำเลยจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่โจทก์ในกรณีที่มีวินาศภัยดังที่ระบุไว้เกิดขึ้น และโจทก์ตกลงจะจ่ายเบี้ย ประกันภัย ให้แก่จำเลย จึงเป็นสัญญา ประกันภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 861 สัญญา ประกันภัย ที่โจทก์กับจำเลยทำไว้ต่อกันมีชื่อเรียกว่าOPENCOVER เพื่อคุ้มครองการขนส่งทางทะเลสำหรับสินค้าที่โจทก์สั่งซื้อจากต่างประเทศโดยโจทก์มีหน้าที่ต้องแจ้งรายละเอียดของสินค้าที่สั่งซื้อทุกครั้งให้จำเลยทราบเพื่อให้จำเลยคำนวณเบี้ย ประกันภัย ซึ่งโจทก์จะแจ้งจำเลยหลังจากสินค้าที่สั่งซื้อถูกขนลงเรือประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ จำเลยรับชำระเบี้ย ประกันภัย ไว้ทุกครั้ง และออกใบรับรองตามสัญญา ประกันภัย ให้โดยมิได้มีการทำสัญญา ประกันภัย ใหม่ และจำเลยไม่คำนึงว่าขณะโจทก์ชำระเบี้ย ประกันภัย สินค้าในเรือจะมีอยู่หรือเรือที่ขนส่งสินค้าจมทะเลไปแล้วสัญญา ประกันภัย ดังกล่าวจึงเป็นสัญญา ประกันภัย แบบคุ้มครองตลอดที่ให้ความคุ้มครองแก่สินค้าของโจทก์ที่ขนส่งทางทะเลทุกเที่ยวโดยอัตโนมัติ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญา ประกันภัย คุ้มครองตลอด (OPEN COVER)กับจำเลย เพื่อให้คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากการขนส่งเหล็กแผ่นม้วนทางทะเลและมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2524ตลอดไปจนกว่าจะบอกเลิกสัญญา โจทก์ซื้อเหล็กแผ่นม้วนรีดด้วยความร้อนจากบริษัทจีเอสอี เย็นเนอรัล สตีล เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด และแจ้งให้จำเลยทราบถึงการส่งสินค้าเหล็กแผ่นม้วนดังกล่าวเพื่อจ่ายเบี้ย ประกันภัย ให้จำเลยตามสัญญา ประกันภัย คุ้มครองตลอด จำเลยออกใบรับรองตามสัญญา ประกันภัย คุ้มครองตลอด (OPEN COVER CERTIFICATE)เพื่อคุ้มครองเหล็กแผ่นม้วนที่ส่งมาโดยเรือมารีเนอร์ 2 ให้โจทก์รวม 4 ฉบับ รวมเป็นเงินซึ่งเอา ประกันภัย จำนวน 59,164,636.14 บาทแต่เรือมารีเนอร์ 2 ที่บรรทุกเหล็กแผ่นม้วนของโจทก์ได้จมลงในทะเลแดงทำให้เหล็กแผ่นม้วนเสียหายทั้งหมด โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยทราบ และมีหนังสือเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนเงินที่เอา ประกันภัย ซึ่งระบุไว้ในใบรับรองตามสัญญา ประกันภัย คุ้มครองตลอด แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 59,164,636.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2528เป็นต้นไป จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำสัญญา ประกันภัย คุ้มครองตลอดให้แก่โจทก์ หนังสือโอเพ่นคัฟเวอร์ตามฟ้องเป็นเพียงเอกสารที่ให้สิทธิลูกค้าผู้ได้รับเอกสารดังกล่าวมีสิทธิแจ้งแถลงไขขอทำสัญญา ประกันภัย สินค้าของตนกับจำเลยได้ในภายหน้าเป็นคราว ๆ ไปไม่ใช่สัญญา ประกันภัย ที่ให้ความคุ้มครองแก่สินค้าโจทก์ตลอดเวลาหรือคุ้มครองความเสียหายในภัยที่เกิดขึ้นก่อนมีการแจ้งแถลงไขเรือมารีเนอร์ 2 จมลงในทะเลแดงเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2528แต่โจทก์มาแจ้งแถลงไขขอทำสัญญา ประกันภัย ต่อจำเลยวันที่ 26 เมษายน2528 สัญญา ประกันภัย จึงไม่เกิดขึ้นเพราะในขณะแจ้งแถลงไขนั้นสินค้าเหล็กแผ่นม้วนของโจทก์ที่จะเอา ประกันภัย ไม่ได้มีอยู่แล้วสัญญา ประกันภัย จึงไม่เกิดขึ้น สัญญา ประกันภัย และใบรับรอง ประกันภัย จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่ต้องรับผิดและหากจะต้องรับผิดก็ไม่เกินวงเงิน 50,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 11มิถุนายน 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาในชั้นฎีกามีว่า เอกสารหมาย จ.7เป็นสัญญา ประกันภัย ตามกฎหมายที่สามารถให้ความคุ้มครองแก่สินค้าเหล็กแผ่นม้วนของโจทก์ที่ขนส่งทางทะเลทุกเที่ยวได้โดยอัตโนมัติหรือไม่ และหนังสือรับรองการ ประกันภัย สินค้าเหล็กแผ่นม้วน 4 ฉบับที่จำเลยออกให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.47 ถึง จ.50 เป็นโมฆะหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เอกสารหมาย จ.7 เป็นสัญญาที่จำเลยตกลงจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่โจทก์ในกรณีที่มีวินาศภัยดังที่ระบุไว้เกิดขึ้น และโจทก์ตกลงจะจ่ายเบี้ย ประกันภัย ให้แก่จำเลยสัญญาดังกล่าวมีลักษณะครบถ้วนตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 861 บัญญัติไว้ จึงเป็นสัญญา ประกันภัย ตามกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากโจทก์ทำสัญญา ประกันภัย ตามเอกสารหมายจ.7 กับจำเลยแล้ว โจทก์สั่งซื้อสินค้าเหล็กแผ่นม้วนจากต่างประเทศปีละหลายเที่ยวเรือและชำระเบี้ย ประกันภัย สำหรับสินค้าดังกล่าวแก่จำเลยทุกครั้ง โดยโจทก์จะแจ้งรายละเอียดสินค้าที่สั่งซื้อให้จำเลยทราบเพื่อคำนวณเบี้ย ประกันภัย หลังจากสินค้าถูกขนลงเรือประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน ซึ่งจำเลยก็รับชำระเบี้ย ประกันภัย ไว้ทุกครั้งและออกใบรับรองตามสัญญา ประกันภัย คุ้มครองตลอดให้โจทก์ โดยมิได้คำนึงว่าขณะโจทก์ชำระเบี้ย ประกันภัย สินค้าในเรือจะมีอยู่หรือเรือจมทะเลไปแล้ว โดยที่จำเลยมิได้ทำสัญญา ประกันภัย ใหม่กับโจทก์ สัญญา ประกันภัย ตามเอกสารหมาย จ.7 จึงเป็นสัญญา ประกันภัย แบบคุ้มครองตลอด ที่ให้ความคุ้มครองแก่เหล็กแผ่นม้วนของโจทก์ที่ขนส่งทางทะเลทุกเที่ยวโดยอัตโนมัติรวมทั้งเหล็กแผ่นม้วนพิพาทที่ขนส่งลงเรือมารีเนอร์ 2 ที่จมทะเลด้วย ฎีกาจำเลยที่พยายามแปลความหมายสัญญาตามเอกสารหมาย จ.7เป็นสัญญาที่ให้สิทธิโจทก์ที่จะขอทำสัญญา ประกันภัย สินค้าของโจทก์กับจำเลยได้ในภายหน้าเป็นคราว ๆ ไป ฟังไม่ขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงตามปัญหานี้ฟังได้ดังกล่าว ปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ว่า หนังสือรับรองการ ประกันภัย ตามเอกสารหมาย จ.47 ถึง จ.50 เป็นโมฆะเพราะทรัพย์สินที่เอา ประกันภัย ไม่ได้มีอยู่จริงหรือได้สูญสิ้นไปก่อนแล้ว หรือในขณะที่โจทก์แจ้งแถลงไขเอา ประกันภัย นั้นภัยที่จะเอา ประกันภัย ได้เกิดขึ้นก่อนเอา ประกันภัย หรือไม่จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจะมีผลเปลี่ยนผลแห่งคดีก็ต่อเมื่อศาลฎีกาฟังว่าสัญญา ประกันภัย ตามเอกสารหมาย จ.7 มิใช่สัญญา ประกันภัย คุ้มครองตลอดตามข้อต่อสู้ของจำเลยเท่านั้น ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7339/2537 ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จึง ป้อ ใช้ ค้า เหล็ก โจทก์ บริษัท ภัทร ประกันภัย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 861 , ม. 868