ฎีกาที่ 3902/2536
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การที่จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์เกินกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา เช่าซื้อ ตลอดมาทุกงวด โจทก์ก็ยินยอมรับไว้โดยมิได้ทักท้วง ตามพฤติการณ์แสดงว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดในการชำระค่า เช่าซื้อ แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่า เช่าซื้อ ตามสัญญาเป็นสำคัญอีกต่อไป จึงนำเอาข้อกำหนดในสัญญา เช่าซื้อ มาใช้บังคับโดยถือว่าโจทก์ยอมผ่อนผันเวลาที่สัญญาจะเลิกกันออกไปอีก และถือว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันทันทีในวันที่ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่า เช่าซื้อ หาได้ไม่ ในกรณีดังกล่าวหากโจทก์ต้องการจะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1ชำระค่า เช่าซื้อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ก่อนโจทก์เพียงแต่มีหนังสือถึงจำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามสัญญา เช่าซื้อ เกี่ยวกับค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการได้รับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนมาล่าช้าเท่านั้น หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายโดยอ้างว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันก่อนแล้ว ถือไม่ได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญา เช่าซื้อ แต่การที่โจทก์ได้ยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งการยึดแต่อย่างใดเลยเป็นพฤติการณ์ที่ถือว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1ต่างประสงค์หรือสมัครใจเลิกสัญญา เช่าซื้อ ต่อกันแล้วนับแต่วันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ถึงแม้ว่าโจทก์จะได้ติดตามยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 มาครั้งหนึ่งแล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ยังชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์อยู่แสดงว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังคงผูกพันกันตามสัญญา เช่าซื้อ อยู่ สัญญายังมิได้เลิกกันในช่วงนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงต้องรับผิดตามสัญญา เช่าซื้อ เมื่อสัญญา เช่าซื้อ เลิกกัน คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิม จำเลยที่ 1 ผู้ เช่าซื้อ จะต้องคืนรถยนต์เพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ เช่าซื้อ กลับคืนสู่ฐานะเดิมและจะต้องใช้เงินเป็นค่าเสียหายแก่โจทก์ในการใช้รถยนต์ของโจทก์ในระหว่างที่ตนยังไม่ส่งมอบรถยนต์คืนตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ด้วย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์บรรทุกนิสสันดีเซล ของโจทก์ไปในราคา 583,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ บางส่วนในวันทำสัญญาเป็นเงิน 8,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระ 29 งวด งวดละเดือนโดยชำระทุกวันที่ 7 ของเดือน งวดแรกชำระในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2527 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการ เช่าซื้อ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1ต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชำระเงินร่วมกับจำเลยที่ 1โจทก์ได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ได้ติดตามยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ได้ตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์คันที่ยึดมาต่อไปใหม่ โดยจำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นและให้ความยินยอมด้วย ถือได้ว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกัน จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงเป็นอันหลุดพ้นไม่ต้องรับผิดตามสัญญา เช่าซื้อ อีกต่อไป และที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่า เช่าซื้อ ครั้งสุดท้ายแก่โจทก์เมื่อวันที่13 สิงหาคม 2530 โจทก์ยอมรับค่า เช่าซื้อ ซึ่งชำระไม่ตรงตามสัญญาและคิดเอาดอกเบี้ยเป็นการแสดงเจตนาว่าจะไม่ถือเอาวันชำระค่า เช่าซื้อ ตามสัญญาเป็นสำคัญในอันจะเลิกสัญญา ฉะนั้น เมื่อโจทก์ยังมิได้บอกกล่าวเลิกสัญญา เช่าซื้อ จึงไม่มีสิทธิยึดรถยนต์และฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกัน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 11 เกินกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา เช่าซื้อ ตลอดมาทุกงวด โจทก์ก็ยินยอมรับไว้โดยมิได้ทักท้วง ตามพฤติการณ์แสดงว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดในการชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่งวดที่ 1 แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่า เช่าซื้อ ตามสัญญาเป็นสำคัญอีกต่อไป จึงนำเอาข้อกำหนดในสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 2 ข้อ 8 และข้อ 10 มาใช้บังคับโดยถือว่าโจทก์ยอมผ่อนผันเวลาที่สัญญาจะเลิกกันออกไปถึงงวดที่ 10และถือว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันทันทีในวันที่ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 11 เต็มจำนวนในวันที่ 7 กันยายน 2528หาได้ไม่ ในกรณีดังกล่าวหากโจทก์ต้องการจะเลิกสัญญาก็จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ก่อน คดีนี้โจทก์เพียงแต่มีหนังสือถึงจำเลยทั้งสามลงวันที่ 31 มีนาคม 2531 ให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามสัญญา เช่าซื้อ เกี่ยวกับค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการได้รับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนมาล่าช้าเป็นเงิน 360,000 บาท ให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 7 วัน โดยอ้างว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2528 เท่านั้น เห็นว่าหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายโดยอ้างว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันก่อนแล้ว ถือไม่ได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญา เช่าซื้อ โจทก์จึงยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ กับจำเลยที่ 1 แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ได้ยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2530 เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ เกินกำหนดเวลาโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งการยึดแต่อย่างใดเลย เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1ต่างประสงค์หรือสมัครใจเลิกสัญญา เช่าซื้อ ต่อกันแล้วนับแต่วันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์ไปเสียทีเดียวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ในปัญหาดังกล่าวฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาประการหลังนั้นเห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2528 โจทก์ได้ยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนมาครั้งหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 2 ถึงแผ่นที่ 20 ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่า เช่าซื้อ ตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.4 ให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 1 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2527 จนถึงงวดที่ 11 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2530 ตลอดมา ศาลฎีกาได้คำนวณจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ตามใบเสร็จรับเงินดังกล่าวกับค่า เช่าซื้อ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามงวดตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.4 แล้วปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์ครบถ้วนเพียงถึงงวดที่ 10 เท่านั้น ส่วนงวดที่ 11 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่ 7 กันยายน 2528 จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์เพียง 21,500บาท ยังขาดอยู่อีก 500 บาท แสดงว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังคงผูกพันกันตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.4อยู่เช่นเดิม ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า สัญญา เช่าซื้อ เป็นอันเลิกกันเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2528 ซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญา เช่าซื้อ ดังกล่าวจึงยังคงต้องรับผิดตามสัญญา เช่าซื้อ เช่นเดิม สำหรับปัญหาที่เหลือเรื่องค่าเสียหายนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันในวันที่ 29 ธันวาคม 2530 คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยจำเลยที่ 1ผู้ เช่าซื้อ ซึ่งมีหน้าที่จะต้องคืนรถยนต์เพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ เช่าซื้อ กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้นั้น จำเลยที่ 1 จะต้องใช้เงินเป็นค่าเสียหายแก่โจทก์ในการใช้รถยนต์ของโจทก์ในระหว่างที่ตนยังไม่ส่งมอบรถยนต์คืนตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ด้วย ทั้งนี้ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสามเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์ครบถ้วนเพียงถึงงวดที่ 10ส่วนงวดที่ 11 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่ 7 กันยายน 2528 จำเลยที่ 1ยังชำระขาดอยู่อีก 500 บาท โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนจากจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2528 จนถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2530 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2528 จนถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2530 ซึ่งโจทก์ขอมาเพียง 18 เดือน โดยให้เดือนละ 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น180,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จมานั้น เป็นค่าเสียหายที่สมควรแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในปัญหานี้ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย หากเรียกค่าเสียหายได้ก็ไม่เกินเดือนละ2,000 บาท และเรียกได้เพียง 4 เดือน จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาโจทก์ในปัญหานี้ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3902/2536 บริษัท สยาม นิสสัน ดีเซล เซ ลส์ จำกัด โจทก์ นาง สุวรรณี สังขรัตน์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 387 , ม. 391 , ม. 680 , ม. 698