ฎีกาที่ 5645/2536
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ที่พิพาทเป็นของมารดาโจทก์ แต่ใส่ชื่อ ก. พี่ชายโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมายกให้โจทก์โดยเสน่หาด้วยการจดทะเบียนโอนเป็นซื้อขายอำพรางนิติกรรมการให้เพื่อหลบเลี่ยงเจ้าหนี้ของผู้โอน อันมิใช่เป็นการทำโดยมุ่งค้าหากำไร การที่โจทก์นำไปจำนองหรือได้เสนอขายหน่วยราชการต่าง ๆ ก่อนขายให้การเคหะแห่งชาติล้วนเป็นการกระทำภายหลังจากได้ที่พิพาทแล้วจึงมิใช่เป็นการกระทำเพื่อได้มาโดยมุ่งค้าหากำไร เมื่อโจทก์ได้ที่พิพาทมาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้จากการขายที่ดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 42(9) ที่ใช้บังคับในขณะนั้น และการที่โจทก์ขายที่พิพาทให้การเคหะแห่งชาติเป็นการขายทั้งแปลงเพราะต้องการขายทั้งหมดก็มิใช่เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ต้องเสียภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 วรรคแรก และบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 11 การนำสืบพยานบุคคลในเรื่องการจดทะเบียนซื้อที่พิพาทว่าเป็นการถือกรรมสิทธิแทน และการจดทะเบียนซื้อขายเป็นการให้โดยเสน่หา ทั้งสองกรณีเป็นเรื่องที่นำสืบว่าสัญญาที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ ไม่เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารจึงรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง อุทธรณ์จำเลยที่ว่า โจทก์ไม่ได้รับยกเว้นการเสียภาษีเงินได้เพราะโจทก์นำเงินได้จากการขาย ที่ดิน ไปหาส่วนเฉลี่ยแล้วนำไปขอยกเว้นเป็นรายบุคคล ซึ่งตามประมวลรัษฎากรจะต้องนำเงินได้ทั้งหมดไปขอยกเว้นโดยไม่แบ่งเฉลี่ย เป็นข้อที่จำเลยมิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว เพราะจำเลยให้การต่อสู้ในศาลชั้นต้นเพียงว่า เงินได้ของโจทก์ไม่ได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(9) ที่ใช้บังคับในขณะนั้น อันหมายถึงว่าไม่ได้รับยกเว้นเพราะโจทก์ได้ทรัพย์สินมาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงว่าโจทก์มิได้ยื่นขอยกเว้นโดยถูกต้อง จึงไม่ได้รับยกเว้นด้วย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า บิดามารดาโจทก์ยก ที่ดิน โฉนดเลขที่ 3313 ตำบลบางเสาธง (เสาธง) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการซึ่งมารดาเป็นผู้ซื้อและใส่ชื่อนายเกษม ศุภพิพัฒน์ หรือตีซิ่วแซ่โค้ว พี่ชายโจทก์ไว้แทน ในการโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ได้จดทะเบียนนิติกรรมเป็นการขายอำพรางนิติกรรมยกให้ โจทก์ได้ขาย ที่ดิน ให้แก่การเคหะแห่งชาติ โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรแล้วได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.9 ก. ประจำปี 2519 ขอรับยกเว้นการเสียภาษีเงินได้จากการขาย ที่ดิน ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินไต่สวนแล้วมีคำสั่งประเมินเรียกเก็บภาษี โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินถูกต้องแล้ว แต่งดเบี้ยปรับ ลดเงินเพิ่มโจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบและขัดต่อกฎหมายขอให้เพิกถอน จำเลยให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดิน พิพาทโฉนดเลขที่ 3313 เดิมมีเนื้อที่ 422 ไร่ 40 ตารางวา เป็นของนายกิมเซ็ง ฮวดศิริ ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2481 ได้จดทะเบียนโอนขายในราคา 4,000 บาท ใส่ชื่อในทะเบียนว่านายเกษมพี่ชายคนที่สองโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ซื้อ วันที่ 27 ธันวาคม 2506 มีการจดทะเบียนว่านายเกษมได้โอนขาย ที่ดิน พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามในราคา 422,000 บาท วันที่ 22 กันยายน 2518 โจทก์ทั้งสามได้จดทะเบียนแบ่งขาย ที่ดิน พิพาทเนื้อที่ 15 ไร่ 30 ตารางวา ในราคา120,600 บาท ให้แก่กรมทางหลวงทำเป็นถนน และต่อมาเมื่อวันที่13 ธันวาคม 2519 โจทก์ทั้งสามจึงได้จดทะเบียนโอนขาย ที่ดิน พิพาทที่เหลือจำนวน 407 ไร่ 10 ตารางวา ให้แก่การเคหะแห่งชาติในราคา12,007,237.50 บาท แล้วโจทก์ทั้งสามได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.9 ก.ประจำปี 2519 ขอรับยกเว้นการเสียภาษีเงินได้จากการขาย ที่ดิน พิพาทอ้างว่าโจทก์ทั้งสามได้รับการยกให้ซึ่ง ที่ดิน พิพาทจากมารดา และได้ขายไปโดยมิใช่เป็นทางค้าหรือหากำไร แต่เจ้าพนักงานประเมินไต่สวนแล้วเห็นว่าโจทก์ทั้งสามซื้อ ที่ดิน พิพาทมาโดยมุ่งค้าหากำไรและขาย ที่ดิน พิพาทไปอันเป็นการค้าหากำไร ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้า จึงได้แจ้งประเมินให้โจทก์ทั้งสามเสียภาษี โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม เพียงแต่ให้ยกเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่มบางส่วน โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องเป็นคดีนี้ภายในกำหนด ปัญหามีว่า ที่ดิน พิพาทโจทก์ทั้งสามได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร และได้ขายเป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ ในเรื่องการได้มาซึ่ง ที่ดิน พิพาทนี้โจทก์ทั้งสามอ้างว่า ที่ดิน พิพาทเดิมเป็นของมารดา แต่ใส่ชื่อนายเกษมพี่ชายของโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน มารดายก ที่ดิน พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยเสน่หาแต่ได้จดทะเบียนเป็นโอนขายแทนอันเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดในภายหลัง ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์ทั้งสามกับนายเกษมและนายวิชิต ศุภพิพัฒน์ พี่ชายโจทก์ทั้งสามเป็นพยานเบิกความว่า บิดามารดาของโจทก์ได้ซื้อ ที่ดิน ไว้หลายแปลงแต่ใส่ชื่อบุตรชายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเพราะบิดาโจทก์เป็นคนต่างด้าวต้องห้ามถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน สำหรับ ที่ดิน พิพาทมารดาโจทก์ซื้อมาแล้วใส่ชื่อนายเกษมเป็นเจ้าของแทน ต่อมาเมื่อปี 2506บิดามารดาโจทก์ประสงค์จะแบ่งทรัพย์สินให้แก่บุตรทุกคน ส่วนของบิดาแบ่งให้บุตรชายส่วนของมารดาแบ่งให้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุตรสาวจึงให้นายเกษมโอน ที่ดิน พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยมอบเรื่องให้นายภักดิ์ ยังน้อย ทนายความไปดำเนินการโอน นายภักดิ์เกรงว่าหากจดทะเบียนโอนให้โดยเสน่หาเกรงจะมีเรื่องพิพาทกันในภายหลังจึงให้จดทะเบียนเป็นซื้อขายแทนแต่ไม่มีการรับเงินจริง ในข้อนี้โจทก์มีนายภักดิ์มาเบิกความสนับสนุนว่าในช่วงดังกล่าว บิดามารดาของโจทก์ได้แบ่ง ที่ดิน ให้แก่บุตรจริง นายภักดิ์เป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการโอนให้จริง และได้จดทะเบียนโอนเป็นซื้อขายรวมทั้ง ที่ดิน พิพาทด้วยเพื่อป้องกันเรื่องพิพาทกันในภายหลังพยานโจทก์เบิกความได้สอดคล้องกันอย่างสมเหตุสมผล เพราะมารดาโจทก์เป็นภริยาบุคคลต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ไม่ได้จึงต้องใส่ชื่อนายเกษมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน พิพาทแทน และในช่วงระยะเวลาดังกล่าวก็มีการจดทะเบียนซื้อขาย ที่ดิน ระหว่างพี่ชายของโจทก์ทั้งสามไข้วไปมาทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ การขาย ที่ดิน พิพาทให้การเคหะแห่งชาติก็เป็นการขายทั้งแปลงแม้จะมีการซื้อ ที่ดิน เพิ่มมาทำเป็นทางสาธารณะและมีการเสนอว่าซื้อมากขายถูกซื้อน้อยขายแพงก็เพราะต้องการขายทั้งหมดนั่นเอง ที่จำเลยฎีกาว่าขณะซื้อ ที่ดิน พิพาทมาเมื่อปี 2481 ยังไม่มีกฎหมายห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ทั้งมารดาโจทก์เป็นคนไทยถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน เองได้นั้นแม้พระราชบัญญัติ ที่ดิน ในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พ.ศ. 2486จะประกาศใช้ในตอนหลัง แต่ขณะที่ซื้อ ที่ดิน พิพาทมาเมื่อปี 2481 ก็มีประกาศกำหนดที่ให้ขายให้เช่าแก่คนนอกประเทศ จำกัดการได้มาซึ่ง ที่ดิน ของคนต่างด้าวใช้บังคับอยู่ แม้มารดาโจทก์เป็นคนไทย แต่ก็เป็นภริยาของคนต่างด้าว อาจถูกสอบสวนว่าถือครอง ที่ดิน แทนคนต่างด้าวได้จึงให้นายเกษมซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วเป็นผู้ถือครอง ที่ดิน แทนส่วนที่จำเลยฎีกาว่า นายเกษมสามารถซื้อ ที่ดิน พิพาทเองได้เพราะมีการจำนองกลับไปนั้น เห็นว่า ในขณะนั้นนายเกษมมีอายุเพียงประมาณ 23 ปี เท่านั้น ยังต้องพึ่งพิงบิดามารดาอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้ซื้อ ที่ดิน พิพาทเป็นของตนเองเพราะเป็น ที่ดิน แปลงใหญ่ราคาแพง และที่จำเลยว่ามารดาของโจทก์ทั้งสามกับมารดาของนายเกษมเป็นคนละคนกัน เพราะมารดาของนายเกษมชื่อนางหนู ส่วนมารดาของโจทก์ทั้งสามชื่อนางบุญรอดที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่น่าเชื่อถือนั้น คดีนี้โจทก์กล่าวในฟ้องและนำสืบมาโดยตลอดว่ามารดาของโจทก์มีสองชื่อคือนางหนูหรือบุญรอดโดยเฉพาะนายเกษมก็เบิกความว่ามารดาชื่อนางบุญรอด โจทก์ทั้งสามกับนายเกษมจึงมีมารดาคนเดียวกัน ส่วนที่โจทก์ทั้งสามมิได้อ้างเอกสารในชั้นตรวจสอบไต่สวนของเจ้าพนักงานประเมินนั้น เพราะเอกสารนั้นเป็นเรื่องที่บิดาโจทก์แบ่งทรัพย์สินให้แก่พี่ชายทั้งเจ็ดคนของโจทก์ทั้งสามซึ่งไม่เกี่ยวกับ ที่ดิน พิพาท โจทก์จึงไม่จำต้องอ้างแต่ก็ได้ให้การถึงการแบ่งสมบัติของบิดามารดาแล้วไม่เป็นพิรุธดังจำเลยอ้างการจดทะเบียนโอนเป็นซื้อขาย ที่ดิน พิพาทอำพรางนิติกรรมการให้เพื่อหลบเลี่ยงเจ้าหนี้ของผู้โอนนั้นมิใช่เป็นการทำโดยมุ่งค้าหากำไร การที่โจทก์ทั้งสามนำ ที่ดิน พิพาทไปจำนองหลังจากได้ ที่ดิน มาแล้วก็ดี การนำไปเสนอขายหน่วยราชการต่าง ๆ หลายแห่งก่อนขายให้การเคหะแห่งชาติก็ดี ล้วนเป็นการกระทำภายหลังจากได้ ที่ดิน พิพาทมาแล้วจึงมิใช่เป็นการกระทำเพื่อได้มาโดยมุ่งค้าหากำไรดังจำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์นำสืบพยานบุคคลในเรื่องการจดทะเบียนซื้อ ที่ดิน พิพาทมาเมื่อปี 2481 ว่าเป็นการถือกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน พิพาทแทน และการจดทะเบียนซื้อขายเมื่อปี 2506 เป็นการให้โดยเสน่หา เป็นการสืบแก้ไขพยานเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังนั้นเห็นว่า ทั้งสองกรณีเป็นเรื่องที่โจทก์นำสืบว่าสัญญาที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ จึงรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง สำหรับที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับยกเว้นการเสียภาษีเงินได้เพราะโจทก์ทั้งสามนำเงินได้จากการขาย ที่ดิน ไปหาส่วนเฉลี่ยแล้วนำไปขอยกเว้นเป็นรายบุคคล ซึ่งตามประมวลรัษฎากรจะต้องนำเงินได้ทั้งหมดไปขอยกเว้นโดยไม่แบ่งเฉลี่ย เพราะเป็นข้อที่จำเลยมิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นนั้น ชอบแล้วเพราะจำเลยให้การต่อสู้ในศาลชั้นต้นเพียงว่าเงินได้ของโจทก์ทั้งสามไม่ได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(9) ที่ใช้บังคับในขณะนั้น อันหมายถึงว่าไม่ได้รับยกเว้นเพราะโจทก์ทั้งสามได้ทรัพย์สินมาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรเท่านั้น หาได้หมายถึงว่าโจทก์ทั้งสามมิได้ยื่นขอยกเว้นโดยถูกต้อง จึงไม่ได้รับยกเว้นไม่คดีฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสามได้ ที่ดิน พิพาทมาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้จากการขาย ที่ดิน ดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(9)ที่ใช้บังคับในขณะนั้น และการขาย ที่ดิน พิพาทของโจทก์ทั้งสามก็มิใช่เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ต้องเสียภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากรมาตรา 78 วรรคแรก และบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 11การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5645/2536 นาง รัตนา อนุราษฎร์ กับพวก โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคสอง , ม. 225 ป.รัษฎากร ม. 42 (9) , ม. 78 วรรคแรก บัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายประมวลรัษฎากร ประเภทการค้า 11