ฎีกาที่ 5604/2536
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า ที่ดิน พิพาทเป็นของโจทก์กรม ที่ดิน จำเลยให้การโต้เถียงว่าที่พิพาทเป็น ที่ดิน สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นการพิพาทกันด้วยสิทธิใน ที่ดิน จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 62 ตำบลสำราญ อำเภอเมืองขอนแก่นจังหวัดขอนแก่น เดิมโจทก์กับจำเลยที่ 4 ต่างครอบครอง ที่ดิน เป็นสัดส่วนมีแนวเขต ที่ดิน ติดต่อกันชัดแจ้งแน่นอน ต่อมาเมื่อวันที่13 สิงหาคม 2518 จำเลยที่ 1 ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 4604 ตำบลสำราญ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นเนื้อที่ 39 ไร่ 3 งาน 29 เศษ 9 ส่วน 10 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 4 รุกล้ำเข้าไปใน ที่ดิน ของโจทก์เป็นเนื้อที่ 13 ไร่ 3 งาน 20 เศษ 1 ส่วน 10 ตารางวานอกจากนี้จำเลยที่ 4 ยังได้นำป้ายแสดงแนวเขตไปปักรุกล้ำใน ที่ดิน ของโจทก์ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2529 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ออกโฉนดให้ใน ที่ดิน ของโจทก์ จึงทราบว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับ ที่ดิน ของโจทก์บางส่วนโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ทำให้โจทก์ไม่อาจขอออกโฉนด ที่ดิน ได้ตามจำนวน ที่ดิน ที่โจทก์เป็นเจ้าของ ขอศาลพิพากษาว่า ที่ดิน พิพาทเนื้อที่ 13 ไร่ 3 งาน 20 1 เศษ 10 ตารางวา เป็นของโจทก์และให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่รุกล้ำ และห้ามเกี่ยวข้องใด ๆ ใน ที่ดิน ของโจทก์หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนป้ายแสดงแนวเขตที่รุกล้ำ ที่ดิน ของโจทก์หากจำเลยที่ 4 ไม่ดำเนินการให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนป้ายโดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีอำนาจหน้าที่ออกหรือเพิกถอนหนังสือสำคัญที่หลวง เพราะเป็นอำนาจของอธิบดีกรม ที่ดิน เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ดิน พิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินใช้ในราชการจำเลยที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่พิพาทไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ คดีโจทก์ขาดอายุความ เพราะฟ้องร้องเกิน 1 ปีนับแต่วันถูกแย่งการครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัย "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ที่ดิน ของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เอกสารหมาย จ.1กับ ที่ดิน ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย จ.2มีแนวเขตทับหรือเหลื่อมล้ำกันเป็นเนื้อที่ 13 ไร่ 3 งาน20 เศษ 1 ส่วน 10 ตารางวา ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.3ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแสดงแนวเขตรุกล้ำเข้าไปทับ ที่ดิน ของโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า แนวเขต ที่ดิน พิพาทตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย จ.2 ได้มีการรังวัดมาตามทะเบียน ที่ดิน เอกสารหมาย ล.3 ที่ได้ทำขึ้นไว้ในปี 2502 ก่อนมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งออกเมื่อปี 2510การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย จ.2 ที่พิพาทแนวเขต ที่ดิน จึงไม่ทับ ที่ดิน ของโจทก์ตามฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่าได้มีการครอบครองทำประโยชน์จนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใน ที่ดิน พิพาท จึงถือว่าผู้ครอบครองได้สิทธิครอบครองใน ที่ดิน และจำเลยที่ 4 ยังได้ขอแบ่งเวนคืน ที่ดิน ในส่วนที่พิพาทด้านทิศตะวันออกซึ่งอยู่ติดกับถนนมิตรภาพ เมื่อปี 2514ตามหนังสือเรื่องขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทแบ่งเวนคืนคำขอแบ่งเวนคืน บันทึกถ้อยคำ 2 ฉบับ และประกาศที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่น เรื่องมีผู้ขอแบ่งเวนคืน ที่ดิน เอกสารหมาย จ.8จ.9 จ.10 จ.11 และ จ.12 ตามลำดับ เท่ากับเป็นการยอมรับแนวเขต ที่ดิน ของโจทก์ในส่วนที่พิพาทแนวเขตที่ติดกับ ที่ดิน ของจำเลยที่ 4 จึงมิได้เหลื่อมล้ำกันนั้น เห็นว่า ที่ดิน พิพาทตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย จ.2 อธิบดีกรม ที่ดิน ออกให้ตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน มาตรา 8 ตรี เมื่อปี 2518มีข้อความระบุว่าเพื่อแสดงเขต ที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน ดังนั้นเมื่อการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย จ.2 ได้รังวัดตามรูป ที่ดิน ตามทะเบียน ที่ดิน เอกสารหมาย ล.3 ซึ่งทำขึ้นไว้ในปี 2502 ถือได้ว่ามีหลักฐานแสดงว่า ที่ดิน พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาก่อน ที่ดิน ของโจทก์จะมีการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่ดิน พิพาทจึงโอนให้แก่กันมิได้เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกาเมื่อ ที่ดิน พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้โจทก์จะครอบครองมาและได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วก็ไม่ได้สิทธิครอบครองและใช้ยันฝ่ายจำเลยไม่ได้ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์ฎีกาว่าประกาศกระทรวงคมนาคมเอกสารหมาย ล.4ที่สงวน ที่ดิน รกร้างว่างเปล่าไว้ไม่มีแผนที่ท้ายประกาศ และระบุตำบลคนละตำบลกับ ที่ดิน พิพาท แต่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าเอกสารหมาย ล.3 อ้างอิงมาจากประกาศกระทรวงคมนาคมเอกสารหมาย ล.4 จึงไม่ถูกต้องและฟังไม่ได้ว่า ที่ดิน ตามประกาศกระทรวงคมนาคมเอกสารหมาย ล.4 รวมถึง ที่ดิน ส่วนพิพาทด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า ที่ดิน พิพาทตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย จ.2 เป็น ที่ดิน แปลงเดียวกันกับ ที่ดิน ตามทะเบียน ที่ดิน เอกสารหมาย ล.3 ดังที่ได้วินิจฉัยมาปัญหาว่า ที่ดิน พิพาทจะเป็น ที่ดิน ตามประกาศกระทรวงคมนาคมเอกสารหมาย ล.4 หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปนอกจากนี้ที่โจทก์ฎีกาว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิที่โจทก์มีอยู่แล้วหากโจทก์ชนะคดีโจทก์ก็ไม่ได้อะไรมากกว่าสิทธิที่โจทก์มีอยู่การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า ที่ดิน พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยให้การโต้เถียงว่า ที่ดิน พิพาทเป็น ที่ดิน สาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการพิพาทกันด้วยสิทธิใน ที่ดิน ตามที่ฟ้อง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามที่โจทก์ได้เสียมานั้นชอบแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5604/2536 นาง เพ็ญศรี สุวัธน์ โจทก์ กรม ที่ดิน กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 150 , ม. ตาราง 1