ฎีกาที่ 4791/2536
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เจ้าหนี้ได้ก่อสร้างอาคารขึ้นบนที่ดินของจำเลยที่ 3 ตามสัญญาจ้างเหมา ทำให้ราคาที่ดินของจำเลยที่ 3 สูงขึ้นหนี้ค่าก่อสร้างจึงมีอยู่เป็นคุณแก่เจ้าหนี้ ทำให้เจ้าหนี้มีบุริมสิทธิในมูลจ้างทำของเหนือที่ดินของจำเลยที่ 3 ในหนี้ค่าก่อสร้างดังกล่าว แต่เจ้าหนี้มิได้ทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อน เริ่มลงมือทำการก่อสร้างอาคารเพื่อให้มีผลบริบูรณ์เป็นบุริมสิทธิพิเศษ ใช้ยันเจ้าหนี้อื่นในการที่จะได้รับชำระหนี้เหนือที่ดินของจำเลยที่ 3 ต่อไป ก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 286 ดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามความหมายใน มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เจ้าหนี้อยู่ในฐานะที่ขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ได้อย่างเจ้าหนี้สามัญตามมาตรา 130(8) แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งห้าเด็ดขาดเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันประเภทบุริมสิทธิพิเศษ ในมูลจ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์คือหนี้ค่าก่อสร้างอาคารเป็นเงิน 37,463,920.06จากกองทรัพย์สินจำเลยที่ 3 ปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่าควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 32,773,368.78บาท อย่างเจ้าหนี้สามัญ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว อนุญาตให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้จำนวน32,773,368.78 บาท ได้อย่างเจ้าหนี้สามัญ ส่วนที่ขอเกินมาให้ยก เจ้าหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้แต่งทนายความแก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ เจ้าหนี้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังได้ว่าเจ้าหนี้ได้ก่อสร้างอาคารขึ้นบนที่ดินของจำเลยที่ 3 ตามสัญญาจ้างเหมาระหว่างเจ้าหนี้กับจำเลยที่ 3 ทำให้ราคาที่ดินของจำเลยที่ 3ในปัจจุบันสูงขึ้น หนี้ค่าก่อสร้างจึงมีอยู่เป็นคุณแก่เจ้าหนี้เป็นเงิน 32,773,368.78 บาท ทำให้เจ้าหนี้มีบุริมสิทธิในมูลจ้างทำของเหนือที่ดินของจำเลยที่ 3 ในหนี้ค่าก่อสร้างดังกล่าว แต่ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 286 ได้บัญญัติข้อความให้เห็นว่าบุริมสิทธิในมูลจ้างทำของให้ผลต่อไปต่อเมื่อได้จดทะเบียน กล่าวคือเจ้าหนี้ต้องทำประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการก่อสร้างอาคาร เพื่อให้มีผลบริบูรณ์เป็นบุริมสิทธิพิเศษใช้ยันเจ้าหนี้อื่นในการที่จะได้รับชำระหนี้เหนือที่ดินของจำเลยที่ 3 ต่อไปก่อนเจ้าหนี้อื่น เมื่อหนี้ค่าก่อสร้างอาคารดังกล่าวมิได้จดทะเบียนไว้ตามมาตรา 286 เจ้าหนี้จึงไม่มีบุริมสิทธิพิเศษเหนือที่ดินของจำเลยที่ 3 และไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามความหมายในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483เจ้าหนี้อยู่ในฐานะที่ขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3ได้อย่างเจ้าหนี้สามัญตาม มาตรา 130(8) แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4791/2536 ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด โจทก์ เจ้าหนี้ โจทก์ บริษัท ไทย สุมิ คอน จำกัด โจทก์ บริษัท พี.เอส.เอ . จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 273 , ม. 275 , ม. 286 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 , ม. 130 (8)