ฎีกาที่ 5563/2536
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์เป็นพ่อค้าฟ้องเรียกเอาเงินค่าสินค้าจากจำเลยทั้งสองจึงมีกำหนด อายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 (1) เดิม การที่จำเลยทั้งสองทำหนังสือขอผัดผ่อนค่าโทรทัศน์สีจึงเป็นการรับสภาพหนี้ ทำให้ อายุความ สะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 เดิม ภายหลังจาก อายุความ 2 ปี ครบบริบูรณ์แล้วจำเลยที่ 1 ทำหนังสือและลงลายมือชื่อแต่เพียงผู้เดียวว่าจะนำเงินค่าโทรทัศน์สีที่ค้างชำระให้ภายในเดือนตุลาคม 2531 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ละเสียแล้วซึ่งประโยชน์แห่ง อายุความ เป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่ลบล้างสิทธิของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในอันที่จะยก อายุความ ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 192 เดิม และข้อต่อสู้เรื่อง อายุความ ของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่ง อายุความ แล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2525 จำเลยทั้งสองซื้อโทรทัศน์สีจำนวน 1 เครื่อง ราคา 19,000 บาท จากโจทก์ และชำระเงินในวันดังกล่าวเป็นเงิน 2,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2525 เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสองไม่นำเงินมาชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าโทรทัศน์สีจำนวน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าขาย นับเวลาที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลาถึง 7 ปีเศษคดีของโจทก์จึงขาด อายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 26,001 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน17,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นพ่อค้าฟ้องเรียกเอาเงินค่าสินค้าจากจำเลยทั้งสองจึงมีกำหนด อายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165(1) เดิม จำเลยทั้งสองสัญญาว่าจะชำระเงินค่าโทรทัศน์สีตามฟ้องภายในเดือนธันวาคม 2525 อายุความ จึงเริ่มนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2525 การที่จำเลยทั้งสองทำหนังสือลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2527 ขอผัดผ่อนค่าโทรทัศน์สีตามเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นการรับสภาพหนี้ทำให้ อายุความ สะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 (เดิม) แต่ตามข้อความในเอกสารหมาย จ.1 ขอผัดผ่อนค่างวดเมื่อขายหมูได้ก่อน ซึ่งมิได้กำหนดเวลาไว้ จึงต้องเริ่มนับ อายุความ ขึ้นใหม่ตั้งแต่วันที่ 3พฤศจิกายน 2527 ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือตามเอกสารหมายจ.2 มีข้อความว่าจะนำเงินค่าทีวีสีที่ค้างชำระให้ภายในเดือนตุลาคม2531 โดยไม่ปรากฏว่าหนังสือดังกล่าวทำขึ้นวันเดือนปีใด แต่ก็พอสันนิษฐานได้ว่าน่าจะทำขึ้นภายในปี 2531 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจาก อายุความ 2 ปี ที่เริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2527ครบบริบูรณ์แล้ว หนังสือดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนและลงลายมือชื่อแต่เพียงผู้เดียว ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ละเสียแล้วซึ่งประโยชน์แห่ง อายุความ เป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่ลบล้างสิทธิของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในอันที่จะยก อายุความ ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา192 เดิม เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 22 มกราคม 2533 อันเป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2527 ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาด อายุความ และข้อต่อสู้เรื่อง อายุความ ของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่ง อายุความ แล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 26,001 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 17,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5563/2536 นายไทฟ้า รุ่งเจิดฟ้า โจทก์ นายอนันต์ ฤทธิ์เรืองเดช กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 165 (1) เดิม , ม. 172 , ม. 192