ฎีกาที่ 3113/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ข้อความในสัญญาระบุชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายมีข้อตกลงให้ผ่อนชำระเงินเป็นรายเดือน เมื่อชำระครบแล้วจะโอนรถยนต์ให้ทันที โดยไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าเป็นการ เช่าซื้อ และไม่มีข้อสัญญาว่าในกรณีผิดนัดสองคราวติด ๆ กัน หรือกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสำคัญให้เจ้าของทรัพย์สินบอกเลิกสัญญาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 574 ป.พ.พ. สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข หาใช่สัญญา เช่าซื้อ ไม่ โจทก์ไม่มีใบเสร็จรับเงินงวดที่ 11 มาแสดงเพราะหายไป แต่โจทก์มีใบเสร็จรับเงินงวดหลังจากนั้นมาแสดง ประกอบกับจำเลยใช้บุตรชายไปเก็บเงินงวดที่ 18 จากโจทก์โดยเขียนข้อความและลงลายมือชื่อรับเงินไว้หลังใบเสร็จรับเงินงวดที่ 16จึงฟังได้ว่าโจทก์ชำระราคาให้ครบถ้วนซึ่งรวมทั้งงวดที่ 11 ด้วยแล้ว.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ซื้อรถยนต์ จากจำเลยในราคา 75,000 บาทในวันทำสัญญาวางเงินจำนวน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือจะผ่อนชำระเป็นรายเดือนเดือนละ 3,000 บาท โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่ส่งมอบรถยนต์ ขอให้จำเลยชดใช้ราคาจำนวน 75,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจนถึงวันฟ้อง 30,000 บาท กับชดใช้ค่าเสียหายวันละ 300 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ขายรถยนต์คันพิพาท แต่ได้ให้โจทก์ เช่าซื้อ ไปในราคา 75,000 บาท ตกลงชำระค่า เช่าซื้อ ในวันทำสัญญาจำนวน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเป็นงวด ทุกเดือนติดต่อกันไป 19 เดือน ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท เฉพาะงวดสุดท้ายชำระ 1,000 บาท โดยใช้แบบพิมพ์หนังสือสัญญาซื้อขายแทนแบบพิมพ์สัญญา เช่าซื้อ แล้วโจทก์มิได้ชำระค่า เช่าซื้อ ตามกำหนด และค้างชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 18 และ 19 ติดต่อกัน 2 งวด จำเลยจึงบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ และเข้าครอบครองรถยนต์คันดังกล่าว หากโจทก์จะได้รับประโยชน์จากการใช้รถยนต์คันพิพาทก็ไม่เกินวันละ 100 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนและส่งมอบรถยนต์ให้แก่โจทก์หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่ส่งมอบรถยนต์ให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน 75,000 บาท ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน15,000 บาท และวันละ 150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะจดทะเบียนโอนและส่งมอบรถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาที่จำเลยทำกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์คันพิพาท มิใช่สัญญาซื้อขายนั้น เห็นว่าข้อความในเอกสารหมาย จ.2 ระบุชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์โดยจำเลยเป็นผู้ขาย โจทก์เป็นผู้ซื้อโจทก์ขายรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยจำนวนเงิน 75,000 บาท ตกลงให้ผ่อนชำระ โดยในวันทำสัญญาโจทก์ได้ชำระให้ 20,000 บาท และจะผ่อนเป็นรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท ทุกเดือนจนครบเมื่อชำระเงินครบแล้วจะโอนรถยนต์ให้ทันที โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้ซื้อจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้ขาย ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าเป็นการ เช่าซื้อ และไม่มีข้อสัญญาว่า ในกรณีผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆกัน หรือกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสำคัญ เจ้าของทรัพย์สินคือจำเลยจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 ที่จำเลยอ้างว่าที่ต้องใช้แบบพิมพ์สัญญาซื้อขายเพราะแบบพิมพ์สัญญา เช่าซื้อ ไม่มีขายนั้น ก็ไม่สมเหตุผลเพราะแม้จะใช้แบบพิมพ์สัญญาซื้อขายมาเขียนกรอกข้อความ จำเลยเป็นถึงผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ย่อมสามารถขีดฆ่าแก้ไขเป็นสัญญา เช่าซื้อ ได้โดยเฉพาะสัญญาข้อ 3 ที่เว้นว่างไว้ให้เขียนเองนั้นก็น่าจะเขียนเป็นผู้ให้ เช่าซื้อ และผู้ เช่าซื้อ ให้ชัดเจนได้ ช่องลงลายมือชื่อของผู้ขายและผู้ซื้อก็แก้ไขเป็นผู้ให้ เช่าซื้อ และผู้ เช่าซื้อ ได้ แต่ทั้งจำเลยและโจทก์ก็ยังใช้คำว่า ผู้ขายและผู้ซื้อ ทั้งปรากฏว่าในวันทำสัญญาดังกล่าวจำเลยได้มอบรถยนต์คันพิพาทพร้อมใบคู่มือการจดทะเบียนให้โจทก์ด้วย โจทก์ได้แจ้งย้ายทะเบียนรถคันดังกล่าวจากจังหวัดอุทัยธานีมาจังหวัดนครสวรรค์และได้หมายเลขทะเบียนใหม่ของจังหวัดนครสวรรค์ จึงสนับสนุนข้อนำสืบของโจทก์ว่าเป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทตามที่โจทก์ตกลงซื้อจากจำเลย มิใช่เป็นสัญญา เช่าซื้อ ดังที่จำเลยนำสืบแต่อย่างใด ศาลฎีกาเชื่อว่าจำเลยได้ตกลงขายรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 จริงโดยเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขให้ผ่อนชำระจนครบราคาขาย 75,000 บาทจำเลยจึงจะให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทตกเป็นของโจทก์ ปัญหาว่าโจทก์ได้ชำระราคาให้จำเลยครบถ้วนแล้วหรือไม่นั้น โจทก์มีใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.3 มาแสดงเป็นหลักฐานสนับสนุนข้อนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากได้ชำระในวันทำสัญญาจำนวน 20,000 บาทแล้วโจทก์ได้ผ่อนชำระให้จำเลยจำนวน 19 งวด เป็นเงิน 57,000 บาท โดยชำระเกินราคาไป 2,000 บาท ส่วนใบเสร็จงวดที่ 11 หายไปไม่สามารถนำมาแสดงต่อศาลได้นั้นก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่างวดที่ 11ได้ชำระแล้ว เพราะโจทก์มีใบเสร็จงวดหลังจากนั้นมาแสดง และพฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าจำเลยได้ใช้ให้นายเสกสันต์ ฤทธิ์เต็มบุตรจำเลยไปเก็บเงินในงวดที่ 18 ในวันที่ 5 ธันวาคม 2527 โดยนายเสกสันต์เขียนข้อความและลงลายมือชื่อรับเงินไว้ด้านหลังใบเสร็จรับเงินงวดที่ 16 คือฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2527 ซึ่งนายเสกสันต์พยานจำเลยก็เบิกความรับว่าเป็นลายมือของตน โจทก์ไม่ได้บังคับจึงมิใช่เป็นกรณีนายเสกสันต์ไปยืมเงิน 200 บาท จากโจทก์แล้วโจทก์ให้เขียน ถ้าไม่เขียนแล้วจะไม่ได้เงิน 200 บาท ดังที่นายเสกสันต์เบิกความตอบทนายจำเลยในตอนแรก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระราคารถยนต์คันพิพาทให้จำเลยครบถ้วนตามสัญญาแล้วกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3113/2535 นาย ณ รงค์ นิล น้อย โจทก์ นาง มาลัย นิล น้อย จำเลย ป.พ.พ. ม. 327 , ม. 459 , ม. 574