ฎีกาที่ 3683/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การแบ่งสินสมรสระหว่างสามีภริยาที่อยู่กินกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ต้องแบ่งกันตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่มีสินเดิม ฝ่ายชายได้ 2 ส่วนฝ่ายหญิงได้ 1 ส่วน การยกให้ที่ดินที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการไม่ปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนด จึงไม่สมบูรณ์ สำหรับปัญหาการครอบครองปรปักษ์นั้น มิใช่เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ฎีกา จึงไม่รับวินิจฉัย สินสมรสในส่วนของ ป. นั้น แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้จัดการ มรดก ของ ท. สามีของป. จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิที่จะจัดการจำหน่ายจ่ายโอนได้เพราะมิใช่ มรดก ของ ท. การที่จำเลยที่ 1โอนทรัพย์สินส่วนนี้ของ ป.ให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โอนให้จำเลยที่ 3 ต่อมา จึงไม่มีผลให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ สำหรับสินสมรสส่วนของ ท.นั้น เป็น มรดก ของ ท. ซึ่ง ป.ภริยาของ ท. กับจำเลยที่ 1 น้องของ ท.มีสิทธิได้รับคนละกึ่งหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635 (2) จำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของ ท.มีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการทรัพย์ มรดก ของ ท.โดยทายาทย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันผู้จัดการ มรดก ได้ทำไปภายในขอบอำนาจตามป.พ.พ. มาตรา 1724 การขายทรัพย์ มรดก เป็นเรื่องอยู่ภายในขอบอำนาจของผู้จัดการ มรดก อย่างหนึ่งดังที่ ป.พ.พ. มาตรา 1736 และมาตรา 1740 บัญญัติให้อำนาจไว้ แต่ถ้าผู้จัดการ มรดก โอนขายทรัพย์ มรดก ให้แก่ผู้อื่นโดยไม่สุจริตหรือโดยสมยอมกัน ทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก ซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าหนี้และเป็นฝ่ายต้องเสียเปรียบ ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 237 จำเลยที่ 3 รับโอนที่ดิน น.ส.3 ก. ซึ่งเป็นสินสมรสของ ท.และ ป.จากจำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่าได้สมรู้หรือคบคิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือรับโอนโดยไม่สุจริตอย่างไร ทั้งเป็นการรับโอนโดยมีค่าตอบแทน แม้การโอนก่อนหน้านี้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะไม่สุจริต ก็ไม่อาจเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ในส่วนที่เป็น มรดก ของ ท.ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 238 คงต้องเพิกถอนเฉพาะการโอนในส่วนที่เป็นสินสมรสส่วนของ ป. 1 ส่วน เท่านั้น จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินมีโฉนดซึ่งเป็นสินสมรสของ ท.และ ป. จากจำเลยที่ 1 โดยทราบว่ายังมีผู้อื่นนอกจากจำเลยที่ 1 ที่มีสิทธิรับ มรดก ของ ท. และจำเลยที่ 1ยังมิได้จัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิ จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์ผู้รับ มรดก แทนที่ของทายาทจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนได้ แต่อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอนในฐานะผู้จัดการ มรดก มีส่วนได้ทรัพย์ มรดก รายนี้ในฐานะทายาทด้วยครึ่งหนึ่ง จึงให้เพิกถอนการโอนเฉพาะในส่วนที่เกินสิทธิของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินโฉนดนี้ไม่เต็มทั้งแปลงโดยรับโอนเพียง 16 ไร่เศษ ในจำนวน 22 ไร่เศษ กล่าวคือต้องเพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนที่เกิน 1 ใน 3 ส่วน ของที่ดิน และเมื่อนำส่วนที่เพิกถอนไปรวมกับส่วนที่จำเลยที่ 1รับโอนไว้เองจำนวน 6 ไร่แล้ว ได้จำนวน 2 ใน 3 ส่วน ครบจำนวนตามสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอนทรัพย์ มรดก มาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการ มรดก จึงเป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของผู้จัดการ มรดก ยกอายุความ มรดก ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1755 แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับสินสมรสส่วนของ ป. 1 ส่วนนั้น ไม่ใช่ทรัพย์ มรดก ของ ท.จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจอ้างอายุความ มรดก มาตัดสิทธิ ป.เจ้าของหรือโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของเจ้าของในการติดตามเอาทรัพย์สินคืน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เกี่ยวกับสินสมรสส่วนของ ท. 2 ส่วน ซึ่งเป็นทรัพย์ มรดก ของ ท.นั้น การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์ มรดก ในระหว่างจัดการ ถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาท จำเลยที่ 1 จะยกอายุความ 1 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้ทายาทไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า นายทาและนางแปน โพธิ์ศรี แต่งงานกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ไม่มีบุตรด้วยกัน ระหว่างอยู่กินกันมีทรัพย์สินที่ร่วมกันทำมาหาได้เป็นที่ดิน 3 แปลงคือที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2932 และเลขที่ 2496 และที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1390 ก่อนแต่งงานนายทาไม่มีสินเดิม ส่วนนางแปนมีสินเดิม นางแปนมีพี่อีก 2 คน คือนายสุนีหรือนี กับนางแพง แต่ถึงแก่กรรมก่อนนางแปนแล้วทั้งสองคน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นบุตรของนายสุนี โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรของนางแพง นายทาถึงแก่กรรมวันที่ 13 มกราคม 2528 ส่วนนางแปนถึงแก่กรรมวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2528ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายของนายทา เป็นผู้จัดการ มรดก ของนายทา เมื่อนายทาถึงแก่กรรมก่อนนางแปน สินสมรสของนายทาครึ่งหนึ่งย่อมตกได้แก่นางแปน เมื่อรวมกับสินสมรสส่วนของนางแปนแล้วเป็นทรัพย์ มรดก ของนางแปน 2 ใน 3 ส่วน ย่อมตกทอดแก่ทายาทคือโจทก์ทั้งสาม ส่วนที่เหลืออีก 1 ใน 3 ส่วนจึงตกแก่จำเลยที่ 1 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของนายทากลับขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2932 ให้จำเลยที่ 2 และขายที่ดินตาม น.ส.3 ก. ให้จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ขายต่อให้จำเลยที่ 3 โดยจำเลยทั้งสามทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินจำนวนเนื้อที่ 2 ใน 3 ส่วน ตามโฉนดเลขที่ 2932 และโฉนดเลขที่2496 กับที่ดินจำนวนเนื้อที่ 2 ใน 3 ส่วน ตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1390 เป็น มรดก ของนางแปนโพธิ์ศรี ซึ่งตกแก่โจทก์ทั้งสาม และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะนายทาและนางแปนถึงแก่กรรมเกิน 1 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของนายทาได้แบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่2932 จำนวน 10 ไร่ ให้นางตุ๊ ต่อมานางตุ๊โอนให้จำเลยที่ 2 โดยเรียกค่าตอบแทน และจำเลยที่ 1ขายที่ดินตามโฉนดดังกล่าวอีก 6 ไร่ ให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงรับโอนที่ดินแปลงนี้เป็นเนื้อที่16 ไร่ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 1390 มาจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้โอนขายที่ดินแปลงนี้ให้จำเลยที่ 3โดยจำเลยที่ 3 เสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต นายทามีสินเดิม ส่วนนางแปนไม่มีทรัพย์สินใด ๆ หากฟังว่าที่ดินทั้งสามแปลงเป็นสินสมรสจะต้องแบ่งให้กับนายทาก่อน 2 ใน 3 ส่วน อีก 1 ส่วน จึงตกแก่นางแปน จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของนายทาและผู้จัดการ มรดก โอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ยังไม่เกินส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 รับโอนที่ดินมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดี มรดก เมื่อเกิน 1 ปีแล้ว จึงขาดอายุความ มรดก พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2932, 2496 และที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1390 จำนวน 2 ใน 3 ส่วน เป็น มรดก ของนางแปนตกแก่โจทก์ทั้งสามให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดิน แล้วให้จำเลยที่ 1 จัดการโอนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว จำนวน 2 ใน3 ส่วน แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 3 ได้ถึงแก่กรรม ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้นายสมบูรณ์ โพธิ์ศรี เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า นายทามีสินเดิมมาก่อนสมรส การแบ่งสินสมรสจึงไม่เป็นไปตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไว้ เห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบยังฟังไม่ได้ว่าขณะนายทาได้นางแปนเป็นภริยานายทามีสินเดิม ดังนั้น การแบ่งสินสมรสระหว่างนายทาและนางแปนในกรณีที่นายทาถึงแก่กรรมต้องแบ่งกันตามกฎหมายลักษณะผัวเมียโดยคำนวณอย่างต่างฝ่ายต่างไม่มีสินเดิม นายทาได้ 2 ส่วน นางแปนได้ 1 ส่วน ดังศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2932 ส่วนหนึ่งจำนวน 10 ไร่ ไม่ใช่ทรัพย์ในกอง มรดก ของนายทาและนางแปน เพราะนายทาและนางแปนได้ยกให้นางตุ๊ก่อนที่นายทาและนางแปนถึงแก่กรรม นางตุ๊ได้แสดงเจตนารับเอาและเข้าครอบครองทำกินจนได้สิทธิครอบครองปรปักษ์แล้ว และนางตุ๊ได้ขายให้จำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามจะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ เห็นว่าจำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่านางตุ๊เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วนจำนวน10 ไร่ ซึ่งนายทาและนางแปนยกให้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าการยกให้ดังกล่าวได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการไม่ปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนด จึงไม่สมบูรณ์ ที่ดินดังกล่าวยังเป็นสินสมรสระหว่างนายทาและนางแปนที่จะต้องแบ่งกันตามส่วนในกรณีที่นายทาถึงแก่กรรม สำหรับปัญหาการครอบครองปรปักษ์นั้น มิใช่เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ฎีกา จึงไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ส่วนจำเลยที่ 3ได้ซื้อที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1390 จากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งได้มีการจดทะเบียนการซื้อขายแล้ว โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว เห็นว่าสินสมรสในส่วนของนางแปน 1 ส่วนนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายทาก็ไม่มีสิทธิที่จะจัดการจำหน่ายจ่ายโอนได้เพราะมิใช่ มรดก ของนายทา การที่จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์สินส่วนนี้ของนางแปนให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โอนให้จำเลยที่ 3 ต่อมาจึงไม่มีผลให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ สำหรับสินสมรสส่วนของนายทา 2 ส่วนนั้น เป็น มรดก ของนายทา ซึ่งนางแปนภริยาของนายทากับจำเลยที่ 1 น้องของนายทามีสิทธิได้รับคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1635 (2) จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของนายทามีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการทรัพย์ มรดก ของนายทาโดยทายาทย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันผู้จัดการ มรดก ได้ทำไปภายในขอบอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1724 การขายทรัพย์ มรดก เป็นเรื่องอยู่ภายในขอบอำนาจของผู้จัดการ มรดก อย่างหนึ่งดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736และมาตรา 1740 บัญญัติให้อำนาจไว้ แต่ถ้าผู้จัดการ มรดก โอนขายทรัพย์ มรดก ให้แก่ผู้อื่นโดยไม่สุจริตหรือโดยสมยอมกัน ทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก ซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าหนี้และเป็นฝ่ายต้องเสียเปรียบย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ในกรณีของจำเลยที่ 3 ผู้รับโอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1390 จากจำเลยที่ 2นั้น ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้สมรู้หรือคบคิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือรับโอนที่ดินดังกล่าวโดยไม่สุจริตอย่างไร ทั้งเป็นการรับโอนโดยมีค่าตอบแทน แม้การโอนก่อนหน้านี้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะไม่สุจริต ก็ไม่อาจเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3ในส่วนที่เป็น มรดก ของนายทาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 คงต้องเพิกถอนเฉพาะการโอนในส่วนที่เป็นสินสมรสส่วนของนางแปน 1 ส่วนเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2932 นั้น จำเลยที่ 2 ทราบว่ายังมีผู้อื่นนอกจากจำเลยที่ 1 ที่มีสิทธิรับ มรดก ของนายทา ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2932จากจำเลยที่ 1 โดยทราบว่าจำเลยที่ 1 ยังมิได้จัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิ จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์ทั้งสามผู้รับ มรดก แทนที่ของทายาทจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนดังกล่าวได้แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอนในฐานะผู้จัดการ มรดก มีส่วนได้ทรัพย์ มรดก รายนี้ในฐานะทายาทด้วยครึ่งหนึ่ง จึงให้เพิกถอนการโอนเฉพาะในส่วนที่เกินสิทธิของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2932 ไม่เต็มทั้งแปลง โดยรับโอนเพียง 16 ไร่เศษ ในจำนวน 22 ไร่เศษ กล่าวคือ ต้องเพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนที่เกิน 1 ใน 3 ส่วน ของที่ดินโฉนดเลขที่ 2932 และเมื่อนำส่วนที่เพิกถอนไปรวมกับส่วนที่จำเลยที่ 1 รับโอนไว้เองจำนวน 6 ไร่แล้ว ได้จำนวน 2 ใน3 ส่วน ครบจำนวนตามสิทธิของโจทก์ทั้งสาม ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้ทรัพย์มาจากกอง มรดก ของนายทาและนางแปน จำเลยที่ 2 ย่อมใช้สิทธิของกอง มรดก ยกเอาอายุความ 1 ปี ขึ้นต่อสู้กับโจทก์ได้ นั้น เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอนทรัพย์ มรดก มาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการ มรดก จึงเป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของผู้จัดการ มรดก ยกอายุความ มรดก ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1755 แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับสินสมรสส่วนของนางแปน 1 ส่วนนั้น ดังวินิจฉัยมาแล้วว่าไม่ใช่ทรัพย์ มรดก ของนายทา จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจอ้างอายุความ มรดก มาตัดสิทธินางแปนเจ้าของหรือโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของเจ้าของในการติดตามเอาทรัพย์สินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เกี่ยวกับสินสมรสส่วนของนายทา 2 ส่วน ซึ่งเป็นทรัพย์ มรดก ของนายทานั้น การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์ มรดก ในระหว่างจัดการถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทจำเลยที่ 1 จะยกอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้ทายาทไม่ได้ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยกอายุความ มรดก 1 ปี ขึ้นตัดฟ้องโจทก์ จึงรับฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2932 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เกิน 1 ใน 3 ส่วน ของที่ดิน และเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1390 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เพียง 1 ใน 3 ส่วน ของที่ดิน แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2932และ น.ส.3 ก. เลขที่ 1390 ยกเว้นส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้ถูกเพิกถอนดังกล่าวข้างต้นให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยโฉนดเลขที่ 2932 ให้จำเลยที่ 1 โอนให้โจทก์ทั้งสาม 2 ใน 3 ส่วนตามสิทธิของโจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2496 จำนวน 2 ใน 3 ส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3683/2535 นางใบ แก้วสว่าง กับพวก โจทก์ นายบุ โพธิ์ศรี กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 237 , ม. 238 , ม. 525 , ม. 1336 , ม. 1635 (2) , ม. 1724 , ม. 1736 , ม. 1740 , ม. 1754 , ม. 1755 ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคแรก ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ม. 4 กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68