ฎีกาที่ 4180/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา แต่กล่าวถึงเรื่องการยักย้ายทรัพย์เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันโอนขาย ที่ดิน พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมิได้กล่าวว่าได้โอนขายไปให้แก่ผู้ใด เอกสารท้ายฟ้องก็ไม่มีไม่อาจทราบได้ว่าใครเป็นผู้รับโอน ที่ดิน พิพาท จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และแม้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกาถึงจำเลยที่ 1 แต่ปัญหาคำฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นี้ เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องรับโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดลำปาง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 26/2530 เป็นเงิน 382,736.06บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จำเลยที่ 2เป็นภรรยาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นภริยาของบิดาจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2530 เวลากลางวันจำเลยที่ 1ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดกฎหมายโดยเจตนาทุจริตกล่าวคือจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันโอนขาย ที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 115หมู่ที่ 2 ตำบลหลวงใต้ อำเภองาว จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ทั้งสองและถูกฟ้องต่อศาลแล้วทั้งนี้เพื่อมิให้โจทก์ทั้งสองได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เหตุเกิดที่สำนักงาน ที่ดิน อำเภองาว ตำบลหลวงเหนืออำเภองาว จังหวัดลำปาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83 จำคุกคนละ 1 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 3ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 สั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ชอบหรือไม่เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา แต่กล่าวถึงเรื่องการยักย้ายทรัพย์เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ เพียงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันโอนขาย ที่ดิน พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมิได้กล่าวว่าได้โอนขาย ที่ดิน พิพาทไปให้แก่ผู้ใด เอกสารท้ายฟ้องก็ไม่มี ไม่อาจทราบได้ว่าใครเป็นผู้รับโอน ที่ดิน พิพาท จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นี้ แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นมาว่ากันในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และแม้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกาถึงจำเลยที่ 1 แต่ปัญหาคำฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องถูกรับโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบ มาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4180/2535 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศักดิ์นภารัตน์ กับพวก โจทก์ นาย ชมเชย เตชะเทศหรือเตชะ เทพ กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 350 ป.วิ.อ. ม. 158 (5) , ม. 213 , ม. 225