ฎีกาที่ 4133/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อโจทก์ทราบถึงการขายฝาก ที่ดิน พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 อันเป็นมูลเหตุที่โจทก์ขอให้เพิกถอนการขายฝากได้ตั้งแต่ปี 2525 แต่โจทก์มาฟ้องขอให้เพิกถอนในปี 2530 จึงพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนิติกรรม คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519มาตรา 1480 วรรคสาม ซึ่งใช้บังคับขณะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อปี 2520 บิดาของจำเลยที่ 1 ยก ที่ดิน โฉนดเลขที่ 3799ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้อยู่อาศัยใน ที่ดิน ดังกล่าวตลอดมา ต่อมาเมื่อปี 2523 ถึง 2525 และปี 2526 ถึง 2528 โจทก์เดินทางไปทำงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย โจทก์ทราบว่าระหว่างที่โจทก์ทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ จำเลยที่ 1 นำ ที่ดิน ดังกล่าวไปขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 59,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสและจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1เป็นสามีภริยากันและมีส่วนเป็นเจ้าของใน ที่ดิน พิพาทร่วมกันการกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า บิดาของจำเลยที่ 1 ยก ที่ดิน พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หาและไม่ได้ระบุว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ดิน พิพาทดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 1 สามารถทำนิติกรรมขายฝากแก่จำเลยที่ 2 ได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ นอกจากนี้เมื่อปี 2525โจทก์เดินทางกลับจากต่างประเทศ แล้วมาขอกู้เงินจากจำเลยที่ 2และสามีเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศอีก จำเลยที่ 2และสามีให้โจทก์กู้เงินจากนางสาวปทุมเมศ บุญยอด บุตรสาวของจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 30,000 บาท ทั้งได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้นำ ที่ดิน พิพาทมาขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน โจทก์จึงทราบถึงการทำนิติกรรมขายฝากดังกล่าวตั้งแต่ปี 2525 แล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางปทุมเมศ เทียนนาวา บุตรของจำเลยที่ 2เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ผู้มรณะ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงว่า ในปี 2525 เมื่อโจทก์กลับมาบ้านโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายฝาก ที่ดิน พิพาทไว้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์มิได้คัดค้านอย่างไร ดังนั้น เมื่อโจทก์ทราบถึงการขายฝาก ที่ดิน พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2อันเป็นมูลเหตุที่โจทก์จะขอให้เพิกถอนการขายฝากได้ตั้งแต่ปี 2525แต่โจทก์มาฟ้องขอให้เพิกถอนในปี 2530 จึงพ้นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนิติกรรม คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519มาตรา 1480 วรรคสาม ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4133/2535 นาย เยื้อน แฉ่ง ใย โจทก์ นาง จะ เลิศ หรือ เจริศ แฉ่ง ใย กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 240 ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ม. 1480