ฎีกาที่ 3831/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
การขาดนัดที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 40,41 เป็นกรณีที่ศาลสั่งรับฟ้องคดีโจทก์แล้วได้สั่งให้โจทก์ มาศาลในวันเวลานัดตามมาตรา 37 เพื่อที่ศาลจะได้ทำการ ไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันตาม มาตรา 38 เท่านั้น เมื่อศาล แรงงาน กลางได้มีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์แล้ว ได้นัดพิจารณา และสั่งให้โจทก์มาศาลในวันเวลานัดด้วย ซึ่งต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 2 ก็ได้มาศาลตามวันเวลานัด ดังกล่าวและศาลได้ทำการไกล่เกลี่ยตามมาตรา 38 แต่ตกลงกัน ไม่ได้ จึงได้จดประเด็นข้อพิพาทไว้ตามมาตรา 39 และได้นัดวัน สืบพยานโจทก์ดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการไม่มาศาลตามมาตรา 37 เพราะขั้นตอนต่าง ๆ ตามมาตรา 37,38 และ 39 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว และกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ภายหลังจากนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาไว้ โดยเฉพาะ จึงต้องนำเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 200 มาใช้บังคับโดยอนุโลมดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 229,761.86 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งรับฟ้อง ให้ส่งหมายเรียกกับสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยทั้งสอง นัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์วันที่ 9 กรกฎาคม 2535เวลา 14 นาฬิกา ให้โจทก์มาศาลในวันนัดด้วย ถึงวัดนัดทนายโจทก์จำเลยที่ 2 และทนายจำเลยที่ 2 มาศาล ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล แรงงาน กลางเห็นว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งทราบนัดแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จึงมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัด และได้ไกล่เกลี่ยคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แล้ว ตกลงกันไม่ได้จึงได้จดประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไว้แล้วสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ ทนายโจทก์แถลงว่ายังไม่พร้อมที่จะสืบพยานในวันนั้นเพราะยังรวบรวมเอกสารได้ไม่ครบ ขอเลื่อนศาล แรงงาน กลางอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 27กรกฎาคม 2535 เวลา 9 นาฬิกา และวันที่ 5 สิงหาคม 2535เวลา 13.30 นาฬิกา เมื่อถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2535 เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้เสนอรายงานต่อศาลว่า ได้เรียกคู่ความตั้งแต่เวลา9 นาฬิกาจนถึงเวลา 9.20 นาฬิกา ปรากฏว่าโจทก์จำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งสาเหตุขัดข้องให้ทราบ ศาล แรงงาน กลางจึงมีคำสั่งว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องจึงเป็นกรณีคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และมีคำสั่งให้ยกเลิกวันนัดวันที่ 5 สิงหาคม 2535เสียด้วย ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2535 นั้นเอง ทนายโจทก์ได้ยื่นคำแถลงต่อศาลเมื่อเวลา 10.36 นาฬิกา ว่า โจทก์มาศาลช้ากว่ากำหนดนัดเป็นเวลาประมาณ 30 นาที เหตุที่มาช้าเพราะฝนตกหนักตั้งแต่เช้า รถติดตลอดทาง ขอให้ศาลยกคดีขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 40, 41 ด้วย ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งว่า คดีนี้นัดสืบพยานโจทก์ในวันนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 200 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอพิจารณาคดีใหม่แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องของตนใหม่ ให้ยกคำแถลง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์แต่เพียงว่า การที่ศาล แรงงาน กลางนำเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 มาปรับแก่คดีแล้วสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า กรณีนี้จะต้องนำเอาพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 40, 41 มาปรับจึงจะชอบเพราะการที่จะเอาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดี แรงงาน ได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะเท่านั้น แต่กรณีการขาดนัดนั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 ได้บัญญัติวิธีการไว้โดยเฉพาะแล้ว ตามมาตรา 40, 41 ฉะนั้นจึงนำเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 มาใช้บังคับไม่ได้ เห็นว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับกรณีขาดนัดที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 40, 41 นั้น เป็นกรณีทีศาลสั่งรับฟ้องคดีโจทก์แล้วได้สั่งให้โจทก์มาศาลในวันเวลานัดตามมาตรา 37 เพื่อที่ศาลจะได้ทำการไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันตามมาตรา 38 เท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้เมื่อ แรงงาน กลางได้มีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์แล้วได้นัดพิจารณาในวันที่ 9 กรกฎาคม 2535เวลา 14 นาฬิกา โดยศาลได้สั่งให้โจทก์มาศาลในวันเวลานัดด้วยซึ่งต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 2 ก็ได้มาศาลตามวันเวลานัดดังกล่าวและศาลได้ทำการไกล่เกลี่ยตามมาตรา 38 แต่ตกลงกันไม่ได้จึงได้จดประเด็นข้อพิพาทไว้ตามมาตรา 39 และได้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2535 มิใช่เป็นการไม่มาศาลตามมาตรา 37เพราะขั้นตอนต่าง ๆ ตามมาตรา 37, 38 และ 39 ได้ผ่านพ้นไปแล้วและกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ภายหลังจากนั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522มิได้บัญญัติวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงต้องนำเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200มาใช้บังคับโดยอนุโลมดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31คำสั่งของศาล แรงงาน กลางชอบด้วยกฎหมายแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2535 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ โจทก์ นาย โสภณ สถาพร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 200 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 , ม. 37 , ม. 38 , ม. 39 , ม. 40 , ม. 41