ฎีกาที่ 4046/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่า สัญญา ค้ำประกัน ที่ น.ภริยาโจทก์ทำไว้แก่จำเลยเป็นนิติกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการจัดการสินสมรสโจทก์ไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนก็ตาม แต่ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญา ค้ำประกัน ที่ น.ทำไว้แก่จำเลยหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งปัญหาดังกล่าวเกิดจากข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างไว้ในฟ้องและจากการนำสืบของโจทก์จึงเป็นข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาโดยชอบแม้ไม่ใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์เป็นประเด็นขึ้นมาได้ในชั้นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคสอง สัญญา ค้ำประกัน ที่น.ยอมผูกพันตนต่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของ ส.เพื่อชำระหนี้เมื่อส.ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เป็นสัญญา ค้ำประกัน ด้วยบุคคลตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680ซึ่งผูกพันตัว น.มิได้เกี่ยวกับสินสมรสและมิใช่เป็นการจัดการสินสมรสตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่มาตรา 1476,1477 ที่โจทก์ซึ่งเป็นสามีจะต้องให้ความยินยอมร่วมกันเป็นหนังสือตามมาตรา 1479 โจทก์จึงขอให้เพิกถอนสัญญา ค้ำประกัน ดังกล่าวตามมาตรา 1480 ไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2528 นางนิดาภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้ทำสัญญาเข้าเป็นผู้ ค้ำประกัน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของนางสาวสุวารี คุ้มเมฆ ในวงเงิน 300,000บาท ไว้แก่จำเลย โดยนำบัญชีเงินฝากประเภทฝากประจำวางไว้เป็นหลักประกัน ซึ่งเงินฝากตามบัญชีดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนางนิดา ในการทำสัญญา ค้ำประกัน นั้น โจทก์มิได้ให้ความยินยอม ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2529 นางนิดาถึงแก่กรรม การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์ได้บอกล้างสัญญา ค้ำประกัน แล้ว ขอให้เพิกถอนสัญญา ค้ำประกัน จำเลยให้การว่า จำเลยตกลงทำสัญญา ค้ำประกัน ด้วยความสุจริตตามธรรมเนียมประเพณีของธนาคารพาณิชย์ โจทก์ทราบถึงการทำสัญญา ค้ำประกัน ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2528 อันเป็นวันทำสัญญาแล้วและได้ให้สัตยาบัน โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกหรือเพิกถอนสัญญา ค้ำประกัน ภายใน 1 ปี นับแต่วันทราบ สัญญา ค้ำประกัน ยังผูกพันนางนิดา ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญา ค้ำประกัน การจำนำเงินฝากประจำฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2528 ระหว่างจำเลยกับนางนิดา จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนเฉพาะสัญญาจำนำที่นางนิดานำบัญชีเงินฝากประเภทฝากประจำประกันไว้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญา ค้ำประกัน ฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2528 ระหว่างนางนิดาผู้ ค้ำประกัน กับจำเลยโดยแนบสำเนาสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสัญญา ค้ำประกัน และบันทึกการจำนำเงินฝากประจำมาท้ายฟ้องและนำสืบสัญญาและบันทึกดังกล่าวไว้ด้วยตามสัญญา ค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.3 และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งมีบันทึกการจำนำเงินฝากประจำต่อท้ายเอกสารหมาย จ.4แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าสัญญา ค้ำประกัน ที่นางนิดาทำไว้แก่จำเลยเป็นนิติกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการจัดการสินสมรส โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนก็ตาม แต่ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญา ค้ำประกัน ที่นางนิดาทำไว้แก่จำเลยหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งปัญหาดังกล่าวเกิดจากข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างไว้ในฟ้องและจากการนำสืบของโจทก์ด้วย จึงเป็นข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาโดยชอบ แม้ไม่ใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นจำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์เป็นประเด็นขึ้นมาได้ในชั้นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนสัญญา ค้ำประกัน ตามเอกสารหมาย จ.3หรือไม่นั้น เห็นว่าสัญญา ค้ำประกัน ตามเอกสารหมาย จ.3 ระบุว่านางนิดาเป็นผู้ ค้ำประกัน ผู้กู้ยอมเข้า ค้ำประกัน การชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีของนางสาวสุวารีผู้กู้จนกว่าจำเลยผู้ให้กู้จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง โดยตกลงยินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมกับผู้กู้ถ้าผู้กู้ไม่ชำระหนี้ ผู้ ค้ำประกัน ยอมเข้ารับผิดร่วมกับลูกหนี้ในอันที่จะต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้นั้นทันที เป็นสัญญาที่นางนิดายอมผูกพันตนต่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของนางสาวสุวารีเพื่อชำระหนี้เมื่อนางสาวสุวารีลูกหนี้ไม่ชำระหนี้จึงเป็นสัญญา ค้ำประกัน ด้วยบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ซึ่งผูกพันตัวนางนิดาที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยหากนางสาวสุวารีไม่ชำระหนี้มิได้เกี่ยวกับสินสมรสและมิใช่เป็นการจัดการสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่มาตรา 1476,1477 ที่โจทก์ซึ่งเป็นสามีจะต้องให้ความยินยอมร่วมกันเป็นหนังสือตามมาตรา 1479 แต่อย่างใด โจทก์จึงขอให้เพิกถอนสัญญา ค้ำประกัน ดังกล่าวตามมาตรา 1480 ไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4046/2535 นายสม เดช วิบูลสุนทรางกูล โจทก์ ธนาคาร กรุงไทย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 680 , ม. 747 , ม. 1476 , ม. 1477 , ม. 1479 , ม. 1480 ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง