ฎีกาที่ 3914/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
พนักงานเดินหมายได้นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้จำเลยทั้งสามตามภูมิลำเนาในคำฟ้องแล้ว ไม่พบจำเลยทั้งสาม บ้านปิดประตูใส่กุญแจ ไม่มีผู้ใดทราบว่าคนในบ้านออกไปที่ใด จึงส่งไม่ได้ ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสาม ณ ภูมิลำเนาตามฟ้องอีกครั้ง หากส่งไม่ได้ขอให้ปิดหมายและสำเนาคำฟ้อง โดยโจทก์แนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนประกอบข้ออ้าง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า "หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ 1 นายทะเบียนระบุว่าบริษัทจำเลยที่ 1 นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามความในมาตรา 1246 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามไม่มีภูมิลำเนาตามฟ้อง ให้โจทก์ยืนยันหลักฐานภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามใหม่ภายใน 15 วัน การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้รอไว้ก่อน" คำสั่งดังกล่าวเป็นการกำหนดกระบวณพิจารณาอย่างหนึ่งของศาล เมื่อทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในคำแถลงซึ่งมีหมายเหตุไว้ด้วยว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว ย่อมถือได้ว่าทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนั้นแล้ว ศาลชั้นต้นไม่จำต้องส่งคำสั่งดังกล่าวให้ทนายโจทก์ทราบซ้ำอีก ดังนั้นการที่ทนายโจทก์มิได้ดำเนินการตามกระบวนพิจารณาภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการทิ้งฟ้องตามป .วิ.พ. มาตรา 174 (2)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและกู้ยืมเงินจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นผู้ ค้ำประกัน และจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ ต่อมาจำเลยที่ 1ค้างชำระหนี้ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้อง หมายส่งสำเนาให้จำเลย ให้โจทก์นำส่งภายใน7 วัน ถ้าส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้หากไม่แถลงถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง วันที่ 14 มิถุนายน 2531 พนักงานเดินหมายได้นำหมายเรียกสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ตามภูมิลำเนาในคำฟ้อง แต่ไม่พบจำเลยทั้งสามพบแต่บ้านปิดประตูใส่กุญแจ ไม่มีผู้ใดทราบว่าคนในบ้านออกไปที่ใด จึงส่งหมายให้จำเลยทั้งสามไม่ได้ วันที่ 22 มิถุนายน 2531 ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงว่า ขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสามอีกครั้ง หากส่งไม่ได้ขอให้ปิดหมายและสำเนาคำฟ้อง เพราะจำเลยทั้งสามมีภูมิลำเนาอยู่ตามฟ้อง โดยโจทก์แนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนท้ายคำแถลงประกอบข้ออ้าง ศาลชั้นต้นสั่งในวันเดียวกันนั้นว่า "หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ 1 ออก ณวันที่ 20 มิถุนายน 2531 นายทะเบียนระบุว่า บริษัทจำเลยที่ 1 นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง ตามความในมาตรา 1246 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้มีภูมิลำเนาตามฟ้อง ให้โจทก์ยืนยันหลักฐานภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามใหม่ภายในกำหนด 15 วัน การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้รอไว้ก่อน" วันที่ 25กรกฎาคม 2531 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า เกินกำหนดเวลาที่ศาลมีคำสั่งแล้ว โจทก์ไม่ปฏิบัติตามศาลชั้นต้นสั่งว่า "โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ให้จำหน่ายคดี" โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด อันถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงในสำนวนศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในวันเดียวกับที่ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงนั้นว่า "หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ 1 ออก ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2531 นายทะเบียนระบุว่าบริษัทจำเลยที่ 1 นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามความในมาตรา 1246 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามไม่มีภูมิลำเนาตามฟ้อง ให้โจทก์ยืนยันหลักฐานภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามใหม่ภายใน 15 วัน การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้รอไว้ก่อน" คำสั่งดังกล่าวเป็นการกำหนดกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งของศาล เมื่อทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในคำแถลงซึ่งมีหมายเหตุไว้ด้วยว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว กรณีดังกล่าวย่อมถือได้ว่าทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนั้นแล้ว ศาลชั้นต้นไม่จำต้องส่งคำสั่งดังกล่าวให้ทนายโจทก์ทราบซ้ำอีก ดังนั้นการที่ทนายโจทก์มิได้ดำเนินการตามกระบวนพิจารณาภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174 (2) พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3914/2535 ธนาคารทหารไทย จำกัด โจทก์ บริษัทศรีวิพัฒนาการ จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 1 (7) , ม. 70 , ม. 174 (2)