ฎีกาที่ 3713/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ทำสัญญา จำนอง ในวงเงิน 390,000 บาท เพื่อประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของ ท. ที่มีต่อธนาคารจำเลยผู้รับ จำนอง โดยสัญญา จำนอง ระบุว่า ผู้ จำนอง ได้ จำนอง เพื่อประกันเงินซึ่ง ท.ได้เบิกไปจากผู้รับ จำนอง หรือในเงินจำนวนใดจำนวนหนึ่งซึ่งลูกหนี้เป็นหนี้ผู้รับ จำนอง อยู่ในเวลาทำสัญญา จำนอง หรือจะเป็นหนี้ต่อไปในภายหน้ากับค่าอุปกรณ์ คือ ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับ จำนอง ผู้ จำนอง ยอมรับผิดชอบด้วยทั้งสิ้นและว่า ผู้ จำนอง ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับ จำนอง ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในจำนวนเงินทั้งสิ้นซึ่งลูกหนี้เป็นหนี้ผู้รับ จำนอง ถ้าลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยที่กล่าวนี้ผู้ จำนอง ยอมให้ผู้รับ จำนอง คำนวณดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบต้นในบัญชีของลูกหนี้ด้วย ดังนั้น ย่อมมีความหมายว่า นอกจากโจทก์ผู้ จำนอง จะต้องรับผิดตามสัญญา จำนอง เป็นเงิน 390,000 บาท แล้ว ยังต้องรับผิดสำหรับดอกเบี้ยเมื่อ ท. ซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยแก่จำเลยด้วย จำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบภายหลังมีสิทธิอ้างส่งสัญญาค้ำประกันเพื่อการนำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ได้ แม้จะมิได้ถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ก่อนก็ตาม
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10555 โจทก์ได้นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียน จำนอง เป็นประกันเงินกู้ของนายทองพูล ปลั่งศิริ ซึ่งมีอยู่ขณะจดทะเบียน จำนอง และในภายภาคหน้าในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 390,000 บาท ต่อจำเลยต่อมาโจทก์ได้ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนไถ่ถอน จำนอง ต่อจำเลยในวงเงิน390,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมรับการไถ่ถอน จำนอง แต่กำหนดให้โจทก์ไถ่ถอนในวงเงิน 840,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินที่เกินกว่าโจทก์ได้จดทะเบียน จำนอง ประกันหนี้ไว้แก่จำเลย ขอให้ศาลบังคับจำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอน จำนอง ที่ดินโฉนดเลขที่ 10555 ให้แก่โจทก์ในจำนวนเงิน 390,000 บาท และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวและรับเงิน 390,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า โจทก์ได้จดทะเบียน จำนอง ที่ดินตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์และหนี้ของนายทองพูล ปลั่งศิริ ซึ่งเป็นหนี้จำเลยผู้รับ จำนอง ในขณะทำสัญญา จำนอง หรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้า เป็นเงินจำนวน 390,000 บาท โดยกำหนดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญา จำนอง ที่ดินเป็นประกันหนี้ที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้า รวมตลอดทั้งหนี้ค่าอุปกรณ์ และยอมตกลงด้วยว่า หากบังคับ จำนอง แล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้จำเลยยึดทรัพย์สินอื่นของโจทก์นำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้จำเลยได้จนครบถ้วน ต่อมาโจทก์ได้ตกลงทำบันทึกแก้ไขอัตราดอกเบี้ย จำนอง จากอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นายทองพูล ปลั่งศิริ เป็นหนี้จำเลยสาขาสมุทรสาครตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและตามภาระการออกหนังสือค้ำประกันรวมเป็นเงิน 5,102,640.97 บาท นอกจากโจทก์จะได้ จำนอง ที่ดินเป็นประกันหนี้ดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังได้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้และทำสัญญาค้ำประกันหนี้การออกหนังสือค้ำประกันไว้แก่จำเลยอีกด้วยโดยยอมร่วมรับผิดกับนายทองพูลอย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์ให้จำเลยไถ่ถอน จำนอง ที่ดินตามฟ้องเป็นเงินจำนวน 390,000 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง จำเลยจึงไม่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอน จำนอง ให้แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีของนายทองพูล ปลั่งศิริ ไว้แก่จำเลย สาขาสมุทรสาครในวงเงิน900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและบันทึกเพิ่มเติมท้ายสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย ล.3 ล.4และ ล.5 และจำเลยได้ทำหนังสือค้ำประกันนายทองพูลให้ไว้ต่อบริษัทเมโทรแมชีนเนอรี่ จำกัด ตามเอกสารหมาย ล.6 โจทก์ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 10555 ตำบลนาดี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร จำนอง เป็นประกันหนี้ของนายทองพูลในวงเงิน 390,000 บาทตามสัญญา จำนอง และสัญญาต่อท้ายสัญญา จำนอง เอกสารหมาย ล.7 และ ล.8เมื่อคิดถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 นายทองพูลมียอดหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นจำนวน 2,306,663.62 บาท ตามการด์บัญชีเอกสารหมายล.13 และมีหนี้ตามภาระการออกหนังสือค้ำประกันเป็นจำนวน 2,795,977.35บาท ตามเอกสารหมาย ล.14 หนี้ดังกล่าวนายทองพูลยังไม่ได้ชำระให้แก่จำเลย มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์จะขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนการ จำนอง ที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ในจำนวนเงิน 390,000 บาท ได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามสัญญาต่อท้ายสัญญา จำนอง ข้อ 1 ระบุข้อความตอนหนึ่งว่า ผู้ จำนอง ได้ จำนอง เพื่อประกันเงินซึ่งนายทองพูลลูกหนี้ได้เบิกไปจากผู้รับ จำนอง หรือในเงินจำนวนใดจำนวนหนึ่งซึ่งผู้ จำนอง หรือลูกหนี้เป็นหนี้ผู้รับ จำนอง อยู่ในเวลาทำสัญญา จำนอง หรือจะเป็นหนี้ต่อไปในภายหน้ากับค่าอุปกรณ์ คือ ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับ จำนอง ผู้ จำนอง ยอมรับผิดชอบด้วยทั้งสิ้นและในข้อ 2 ระบุข้อความตอนหนึ่งว่า ผู้ จำนอง ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับ จำนอง ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในจำนวนเงินทั้งสิ้น ซึ่งลูกหนี้ที่กล่าวแล้วข้างต้นเป็นหนี้ผู้รับ จำนอง เงินดอกเบี้ยนี้จะได้คิดในยอดหนี้ประจำวันซึ่งปรากฏในบัญชีของผู้รับ จำนอง ถ้าลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยที่กล่าวนี้ ผู้ จำนอง ยอมให้ผู้รับ จำนอง คำนวณดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบต้นในบัญชีของผู้ จำนอง และหรือลูกหนี้ด้วยดังนั้น สัญญา จำนอง ย่อมมีความหมายว่า นอกจากโจทก์ผู้ จำนอง จะต้องรับผิดตามสัญญา จำนอง เป็นเงิน 390,000 บาทแล้ว ยังต้องรับผิดสำหรับดอกเบี้ย เมื่อนายทองพูลซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยแก่จำเลยด้วย โจทก์จะขอไถ่ถอน จำนอง ในจำนวนเงิน 390,000 บาทโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เสนอขอชำระดอกเบี้ยด้วย จำเลยย่อมปฏิเสธการรับชำระหนี้และไม่ยอมให้ไถ่ถอน จำนอง ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่าจำเลยมีหน้าที่นำสืบภายหลังได้อ้างส่งสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.11และ ล.12 โดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้ จำเลยไม่มีสิทธิอ้างส่งเอกสารหมาย ล.11 และ ล.12 นั้น เห็นว่า จำเลยอ้างส่งเอกสารหมายล.11 และ ล.12 เพื่อการนำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบโดยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3713/2535 นาง ซิ้วฮวย เตียนะวันชัย โจทก์ ธนาคาร กรุงไทย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 715 ป.วิ.พ. ม. 89