ฎีกาที่ 4167/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17
พ.ศ. 2528 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 17 กระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ และข้อกำหนดตามมาตรา 20 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจ...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 (ยกเลิก) มาตรา 2
พ.ศ. 2469 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 2 เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือบทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวแก่ศุลกากร และในการแปลความแห่งพระราชบัญญัติหรือบทกฎหมายนั้น ๆ ถ้อยคำต่อไปนี้ ถ้าไม่แย้งกับความในบทหรือเนื้อเรื่อง...
ย่อสั้น
ประเด็นเรื่องราคาอันแท้จริงในท้องตลาด เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องนำสืบ โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบพบว่าจำเลยสำแดงราคาตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาดโดยอาศัยข้อมูลราคาสินค้าประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงกันที่ผู้อื่นนำเข้า ประกอบกับบัตรราคาสินค้าของกองวิเคราะห์ราคากรมศุลกากรที่กำหนดราคากลางไว้ในระยะเวลาใกล้เคียงกันเป็นเกณฑ์รวมทั้งราคาสินค้าส่งออกของบริษัทที่จำหน่ายสินค้าให้แก่จำเลยและลูกค้ารายต่าง ๆ ในประเทศไทย แหล่งข้อมูลดังกล่าวเมื่อนำมาพิจารณาเปรียบเทียบแล้วสามารถบ่งชี้ให้เห็นว่าสินค้าพิพาทที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรมีราคาอันแท้จริงในท้องตลาดตามความหมายที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2วรรคสิบสอง เป็นจำนวนเท่าใด โจทก์ที่ 1 ชอบที่จะนำสืบพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนตามคำฟ้องได้ คำสั่งศาล ภาษี อากรกลางที่ให้งดสืบพยานโจทก์ที่ 1 และพยานจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้ยกคำสั่งดังกล่าวและยกคำพิพากษาของศาล ภาษี อากรกลางในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ให้ศาล ภาษี อากรกลางทำการสืบพยานโจทก์ที่ 1 และพยานจำเลยเกี่ยวกับประเด็นเรื่องราคาอันแท้จริงในท้องตลาด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 นำนาฬิกาข้อมือเข้ามาในราชอาณาจักรโดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าสำแดงราคาสินค้าและ ภาษี อากรต่อโจทก์ที่ 1 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1สั่งให้จำเลยที่ 1 ชำระ ภาษี อากรตามราคาสินค้าที่สำแดงไปก่อนและวางเงินประกันค่า ภาษี อากรอีกส่วนหนึ่ง และได้ชักตัวอย่างสินค้าไว้ตรวจสอบแล้วตรวจปล่อยสินค้าไป ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบราคาสินค้าที่จำเลยที่ 1 นำเข้า โดยอาศัยข้อมูลจากการที่มีผู้นำสินค้าประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงกันรายอื่นเข้ามา ประกอบกับบัตรราคาสินค้าของกองวิเคราะห์ราคากรมศุลกากรที่กำหนดราคากลางไว้ในระยะเวลาใกล้เคียงกันเป็นเกณฑ์อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากกรมศุลกากรเมืองฮ่องกงส่งรายละเอียดการสำแดงราคาสินค้าส่งออกของบริษัทที่จำหน่ายนาฬิกาข้อมือให้แก่จำเลย และลูกค้ารายต่าง ๆ ในประเทศไทยมาให้โจทก์ที่ 1 ปรากฏว่าราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาด พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงประเมินราคาสินค้าและ ภาษี อากรเพิ่ม และแจ้งการประเมิน ภาษี ให้จำเลยนำ ภาษี อากรที่ต้องชำระเพิ่มไปชำระ จำเลยเพิกเฉยและมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินจึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้า เงินเพิ่ม ภาษี การค้า และเงินเพิ่ม ภาษี บำรุงเทศบาล เมื่อหักเงิน ภาษี อากรที่จำเลยชำระไว้และเงินประกัน ภาษี อากรที่วางไว้แล้วจำเลยต้องรับผิดชำระเงิน ภาษี อากรเพิ่มและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 84,529.02 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ภาษี อากรดังกล่าวและเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนในต้นเงินอากรขาเข้า 18,653.56 บาท เป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ราคาสินค้าที่สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า เป็นราคาท้องตลาด โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกเก็บ ภาษี อากรเพิ่มและเงินเพิ่ม ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ภาษี การค้าและ ภาษี บำรุงเทศบาลแก่โจทก์ที่ 2 เป็นจำนวน39,814.42 บาทยกฟ้องโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาล ภาษี อากรกลางชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าตามฟ้องทั้งสองฉบับ เป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดหรือไม่ และสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่โจทก์จะนำสืบแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัย จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม แต่พยานหลักฐานที่โจทก์จะนำสืบตามคำฟ้องเกี่ยวกับประเด็นเรื่องราคาอันแท้จริงในท้องตลาดนั้น ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบเพื่อหาราคาอันแท้จริงในท้องตลาดตามบทนิยามความหมายของคำว่า "ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 วรรคสิบสอง แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. 2469 ได้ จึงฟังข้อเท็จจริงว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายส่วน ภาษี การค้าและ ภาษี บำรุงเทศบาลนั้น ศาล ภาษี อากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินเกี่ยวกับ ภาษี การค้าและ ภาษี บำรุงเทศบาล จำเลยจึงต้องรับผิดชำระ ภาษี การค้า ภาษี บำรุงเทศบาลและเงินเพิ่มแก่โจทก์ที่ 2 จำเลยมิได้อุทธรณ์ คดีระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยทั้งสองจึงยุติแล้ว ดังนั้นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ในชั้นนี้คงมีเพียงว่าคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ที่ 1 และพยานจำเลยของศาล ภาษี อากรกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการประเมินอากรขาเข้าและเงินเพิ่มของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ สำหรับประเด็นแรกเรื่องคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ที่ 1 นั้นเห็นว่าพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2 วรรคสิบสองบัญญัติว่า "คำว่า ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด" หรือ "ราคา" แห่งของอย่างใดนั้น หมายความว่าราคาขายส่งเงินสด (ในส่วนของขาเข้าไม่รวมค่าอากร) ซึ่งจะพึงขายของประเภทและชนิดเดียวกันได้ โดยไม่ขาดทุน ณ เวลา และที่ที่นำของเข้าหรือส่งของออก แล้วแต่กรณีโดยไม่หักทอน หรือลดหย่อนราคาอย่างใด" ตามบทนิยามความหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ประเด็นเรื่องราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องนำสืบ คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบพบว่า จำเลยสำแดงราคาตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาด โดยโจทก์อาศัยข้อมูลการตรวจสอบราคาสินค้าจากการที่มีผู้นำสินค้าประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงกันรายอื่นเข้ามา ประกอบกับบัตรราคาสินค้าของกองวิเคราะห์ราคา กรมศุลกากรที่กำหนดราคากลางไว้ในระยะเวลาใกล้เคียงกันเป็นเกณฑ์ อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากกรมศุลกากรเมืองฮ่องกง ส่งรายละเอียดการสำแดงราคาสินค้าส่งออกของบริษัทที่จำหน่ายนาฬิกาข้อมือให้แก่จำเลย และลูกค้ารายต่าง ๆในประเทศไทยมาให้โจทก์ที่ 1 ด้วย ดังนี้ เห็นว่า แหล่งข้อมูลราคาสินค้าที่โจทก์ที่ 1 ใช้เปรียบเทียบหาราคาอันแท้จริงในท้องตลาดของราคาสินค้าตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องนั้น ล้วนเป็นข้อมูลที่โจทก์ที่ 1 ชอบที่จะนำมาใช้พิจารณาประกอบการเปรียบเทียบหาราคาอันแท้จริงในท้องตลาดตามความหมายที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2 วรรคสิบสอง ดังกล่าวข้างต้นได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะแหล่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาประกอบการพิจารณาเปรียบเทียบแล้วบ่งชี้ให้เห็นได้ว่า สินค้าพิพาทที่จำเลยนำเข้ามานั้น ควรจะมีราคาขายส่งเงินสดซึ่งจะพึงขายของประเภทและชนิดเดียวกันโดยไม่ขาดทุน ณ เวลาและที่ที่นำของเข้า โดยไม่หักทอนหรือลดหย่อนราคาอย่างใด เป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเท่าใดโจทก์ที่ 1 ชอบที่จะนำสืบพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนตามคำฟ้องได้ คำสั่งงดสืบพยานโจทก์ที่ 1 และพยานจำเลยของศาล ภาษี อากรกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนประเด็นที่ว่าการประเมินอากรขาเข้าและเงินเพิ่มของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 และจำเลยยังไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของตนตามคำฟ้องและคำให้การเพราะศาล ภาษี อากรกลางสั่งงดสืบพยานโจทก์ที่ 1และพยานจำเลย ในชั้นนี้จึงยังไม่มีข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังเป็นยุติได้ว่าการประเมินอากรขาเข้าและเงินเพิ่มของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่กรณีต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 และจำเลยเสียก่อนจึงจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งของศาล ภาษี อากรกลางที่ให้งดสืบพยานโจทก์ที่ 1 และจำเลย และยกคำพิพากษาของศาล ภาษี อากรกลางเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ให้ศาล ภาษี อากรกลางทำการสืบพยานโจทก์ที่ 1 และพยานจำเลยเกี่ยวกับประเด็นเรื่องราคาอันแท้จริงในท้องตลาด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสองในชั้นนี้ให้ศาล ภาษี อากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาล ภาษี อากรกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4167/2535 กรมศุลกากร กับพวก โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญ สิน ว๊อช กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 84 , ม. 85 , ม. 183 , ม. 243 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 2 วรรคสิบ สอง