ฎีกาที่ 4082/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ในกรณีที่ผู้ต้องเสีย ภาษี อากรอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30(2) และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นชอบด้วยนั้น อาจถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเพิกถอนโดยคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลได้ กรมสรรพากรมีสิทธิจะได้รับชำระ ภาษี อากรตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ จึงต้องรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเสียก่อนมิฉะนั้นบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรที่กล่าวมาแล้วก็จะไร้ผล คดีนี้โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาล และคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลซึ่งยังไม่ถึงที่สุด กรมสรรพากรจำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระ ภาษี อากรตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 19 ที่กำหนดให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกได้ภายใน 5 ปี นับแต่วันยื่นรายการมิใช่เป็นอายุความในการเรียกร้องให้ชำระ ภาษี ในการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบภายในกำหนดเวลาเท่าใด และสิทธิเรียกร้องค่า ภาษี อากรมีอายุความ 10 ปี ดังนั้น แม้จะแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบเกิน 5 ปี นับแต่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินก็ไม่ทำให้การประเมินที่ผ่านมาแล้วเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ ในการจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ โจทก์ได้แบ่งจ่ายให้แก่ผู้อื่นตามที่เจ้าของลิขสิทธิ์บอก ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าผู้มีเงินได้ค่าลิขสิทธิ์จริงคือผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนผู้ที่มารับเงินเพียงแต่เป็นบุคคลที่เจ้าของลิขสิทธิ์บอกให้โจทก์จ่ายจึงถือได้ว่าเป็นเงินได้ที่โจทก์จ่ายให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์แต่ผู้เดียว โจทก์ต้องคำนวณหัก ภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนเช่นจ่ายเงินได้ให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์แต่ผู้เดียว ไม่ชอบที่โจทก์จะคำนวณหัก ภาษี ณ ที่จ่ายหลังจากแบ่งค่าลิขสิทธิ์ให้แก่บุคคลต่าง ๆ ที่เจ้าของลิขสิทธิ์บอกให้โจทก์จ่ายแล้วซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์หัก ภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งไม่ครบถ้วน ทั้งนี้เพราะ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดานั้นถ้ามีเงินได้มากขึ้นก็จะต้องเสีย ภาษี ในอัตราเพิ่มมากขึ้น แม้โจทก์จะไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากการหัก ภาษี ณ ที่จ่ายแต่กฎหมายกำหนดให้โจทก์ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อโจทก์หักและนำส่งไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง โจทก์ก็ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสีย ภาษี ที่ต้องชำระตามจำนวนเงิน ภาษี ที่ขาดตามมาตรา 54 ค่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสารตามหลักฐานปรากฏว่าโรงพิมพ์ ก.ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากโจทก์เป็นผู้ซื้อ จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (13) ค่ากระเช้าดอกไม้ ค่าช่วยงานแต่งงาน ค่าช่วยงานบวชนาค และค่าช่วยงานศพ ล้วนมีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หา และเป็นการส่วนตัวของผู้มีอำนาจจ่ายเงินนั้น ๆ เพื่อประโยชน์ในทางการงานหรือสังคมของตนเอง และมิใช่เป็นรายจ่ายเพื่อหารายได้ในการดำเนินธุรกิจการค้าของโจทก์โดยตรงจึงต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (3) รายจ่ายค่าซ่อมรถซึ่งโจทก์ไม่มีหลักฐานว่าเป็นค่าซ่อมรถของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายตาม มาตรา 65 ตรี (13) ค่ารับรองและค่าพาหนะซึ่งล้วนแต่เป็นรายจ่ายที่เป็นการส่วนตัวของผู้มีอำนาจจ่ายเงินยิ่งกว่าประโยชน์ทางการค้าของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายตาม มาตรา 65 ตรี (3) ค่าขนส่ง ค่านายหน้า และค่าจ้างทำของ และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดซึ่งโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ จึงต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (18) ค่าซ่อมแซมพื้นห้องที่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าโจทก์ได้ซ่อมแซมพื้นห้องของโจทก์จริง จึงต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายตาม มาตรา 65 ตรี (13) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์หลีกเลี่ยง ภาษี และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ผ่อนผันลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์แล้ว คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเงินเพิ่มตามกฎหมายจึงไม่มีเหตุที่ศาลจะงดเงินเพิ่มให้โจทก์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายและ ภาษี เงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปีพ.ศ. 2512 จำนวน 389,391.79 บาท และให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย พร้อมเงินเพิ่มรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512 และ 2513 จำนวน 86,281.56 บาท หรือให้งดเรียกเก็บเงินเพิ่มจำนวน 14,380.26 บาท ให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512 และ2513 จำนวน 597,324.43 บาท หรือในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512ให้เสียเพียง 41,982 บาท และในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2513ให้เสียเพียง 61,273.80 บาท ให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคล และเงินเพิ่มรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2514 จำนวน28,056.04 บาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องและขอให้โจทก์ชำระค่า ภาษี และเงินเพิ่มแก่จำเลยตามฟ้องแย้งรวมทั้งสิ้น 836,738.14 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยถือเอาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มาเป็นคำฟ้องแย้ง จึงไม่มีประเด็นข้อกล่าวหาขึ้นมาใหม่ถ้าโจทก์แพ้คดี โจทก์ก็ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อยู่แล้ว เพราะการอุทธรณ์ไม่ได้เป็นการทุเลาการเสีย ภาษี อากร แต่ที่จำเลยยังไม่ยึดทรัพย์โจทก์ไปชำระ ภาษี เพราะจำเลยรอผลคดีของศาลอยู่เท่านั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่โจทก์จะต้องมาฟ้องแย้งอีก ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512 และ 2513 เฉพาะประเด็นรายได้เกี่ยวกับสินค้าขาดจากบัญชีคุมสินค้าซึ่งถือว่าผลิตและขายไม่ลงบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512 เป็นเงิน727,026.25 บาท และในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2513 เป็นเงิน890,191.90 บาท และให้จำเลยปรับปรุงแก้ไขการประเมิน ภาษี รอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512 และ 2513 ใหม่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ศาลพิพากษาและให้จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบโดยให้ถือว่าจำนวนเงิน ภาษี ที่จำเลยปรับปรุงแก้ไขแล้วเป็นจำนวนเงินที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยตามฟ้องแย้งคำขอนอกนี้ให้ยก โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ออกหมายเรียกเมื่อวันที่ 4 มีนาคม2518 เพื่อไต่สวน ภาษี โจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512-2514 และต่อมาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2522 ได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบและให้เสีย ภาษี เพิ่มขึ้นเป็น ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 87,464.04 บาท ภาษี เงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512, 2513 และ 2514 เป็นเงิน380,528.74 บาท 319,179.42 บาท และ 30,606.58 บาท ตามลำดับวันที่ 31 สิงหาคม 2522 โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้แจ้งผลการพิจารณาให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2531 มีการแก้ไขยอดเงินที่โจทก์จะต้องเสีย ภาษี บางรายการและลดเงินเพิ่มคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเงินเพิ่มตามกฎหมาย โดยให้โจทก์เสีย ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512และ 2513 รวมเป็นเงิน 86,281.56 บาท ภาษี เงินได้นิติบุคคลระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512, 2513 และ 2514 เป็นเงิน312,099.55 บาท 285,224.88 บาท และ 28,056.04 บาท ตามลำดับ อุทธรณ์ประการแรก จำเลยมีอำนาจฟ้องแย้งหรือไม่ ในกรณีที่ผู้ต้องเสีย ภาษี อากรอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลนั้น เป็นที่เห็นได้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยเห็นชอบ อาจจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเพิกถอนโดยคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลได้ กรมสรรพากรมีสิทธิจะได้รับชำระ ภาษี อากรตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยหรือไม่จึงต้องรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเสียก่อน มิฉะนั้นบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรที่กล่าวมาแล้วก็จะไร้ผลคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาล และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลซึ่งยังไม่ถึงที่สุดจำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระ ภาษี อากรตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองที่ว่า เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจออกหมายเรียกตรวจสอบการเสีย ภาษี อากรในรอบระยะเวลาบัญชีปีพ.ศ. 2512 เพราะเกิน 5 ปีนั้น เห็นว่า มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ว่า ถ้าภายในเวลาห้าปีนับแต่วันยื่นรายการแล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินที่จะออกหมายเรียกได้ภายใน 5 ปี มิใช่เป็นอายุความในการเรียกร้องให้ชำระ ภาษี คดีนี้เจ้าพนักงานออกหมายเรียกเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2518 เรียกตรวจสอบ ภาษี โจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512 ซึ่งวันครบกำหนดรอบระยะเวลาบัญชีของโจทก์คือวันที่ 31 ธันวาคม 2512 สำหรับ ภาษี เงินได้นิติบุคคล โจทก์จะต้องยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณ ภาษี ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2512 โจทก์มีสิทธิจะยื่นได้ถึงเดือนพฤษภาคม2513 แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้ยื่นรายการไว้ในเดือนใดของปี 2513 คงมีแต่หลักฐานที่โจทก์ยื่นรายการของปี 2513 และ 2514 ในเดือนพฤษภาคม 2514 และ 2515 ตามลำดับ จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้ยื่นรายการของปี 2512 ในเดือนพฤษภาคม 2513 เช่นเดียวกับปีอื่นเมื่อนับถึงวันที่ 4 มีนาคม 2518 ซึ่งเป็นวันออกหมายเรียกยังไม่เกิน5 ปี เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกเพื่อไต่สวนได้ส่วน ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายนั้น โจทก์มีหน้าที่หัก ภาษี เงินได้เกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์และนำส่ง เมื่อหักแล้วโจทก์จะต้องนำส่งภายใน 7 วันนับแต่วันจ่ายเงินตามมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร ในการนำส่ง มาตรา 59 แห่งประมวลรัษฎากรให้โจทก์ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด แสดงให้เห็นว่า ภาษี เงินได้หัก ณ ที่จ่ายต้องยื่นรายการขณะนำส่งด้วย ฉะนั้น เมื่อโจทก์หัก ภาษี เงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ในปี พ.ศ. 2512 และต้องนำส่งภายใน7 วันอย่างช้าที่สุดโจทก์จะต้องนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่รอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512 ของโจทก์ได้สิ้นสุดลงคือวันที่ 31 ธันวาคม 2512ดังนั้น โจทก์จะต้องยื่นรายการในการหัก ภาษี เงินได้ ณ ที่จ่ายครั้งสุดท้ายไม่เกินวันที่ 7 มกราคม 2513 การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหมายเรียกตรวจสอบเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2518 จึงเกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ภาษี เงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับ ภาษี เงินได้หัก ณ ที่จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512การประเมินส่วนนี้จึงไม่ชอบ ส่วนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบเกิน 5 ปี นับแต่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมิน โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าเมื่อมีการประเมินและแจ้งให้โจทก์ทราบในวันที่3 สิงหาคม 2522 อายุความย่อมสะดุดหยุดลง เริ่มนับใหม่จนถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2531 อันเป็นวันที่แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบเกิน 5 ปี นับแต่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินทำให้เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินนั้น เห็นว่า ในการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบภายในกำหนดเวลาเท่าใด และสิทธิเรียกร้องค่า ภาษี อากรมีอายุความ 10 ปี แม้จะแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบเกิน 5 ปี นับแต่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมิน ก็ไม่ทำให้การประเมินที่ผ่านมาแล้วกลับเป็นการประเมินที่มิชอบดังที่โจทก์อุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สามเกี่ยวกับการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2513 ตามข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ตกลงจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์แล้ว แต่เจ้าของลิขสิทธิ์บอกให้โจทก์แบ่งจ่ายแก่ผู้อื่นด้วย เมื่อโจทก์จ่ายให้แก่ผู้ใดก็หัก ภาษี เงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับเงินที่จ่ายให้บุคคลนั้นและนำส่งตามกฎหมายในการแบ่งจ่ายเช่นนี้เป็นผลให้ ภาษี เงินได้หักณ ที่จ่ายน้อยกว่าที่จ่ายให้บุคคลคนเดียวฝ่ายจำเลยเห็นว่าต้องหัก ภาษี เงินได้ ณ ที่จ่ายอย่างจ่ายให้บุคคลคนเดียว การหัก ภาษี เงินได้ ณ ที่จ่าย ของโจทก์เช่นนี้ชอบหรือไม่นั้น มาตรา 50แห่งประมวลรัษฎากร ให้ห้างหุ้นส่วนผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หัก ภาษี เงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน จึงเห็นได้ว่าการจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์นี้จะต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายเงินให้แก่ผู้มีเงินได้ แต่ในการจ่ายเงินดังกล่าวโจทก์ได้แบ่งจ่ายให้ผู้อื่นตามที่เจ้าของลิขสิทธิ์บอกให้จ่าย จึงเห็นได้ว่าผู้ที่มีเงินได้ค่าลิขสิทธิ์จริง คือ ผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนผู้ที่มารับเงินเพียงแต่เป็นบุคคลที่เจ้าของลิขสิทธิ์บอกให้โจทก์จ่าย ดังนั้นเงินได้ค่าลิขสิทธิ์ยังเป็นของผู้มีลิขสิทธิ์ แต่ยอมให้ผู้อื่นมารับแทนเท่านั้น ทั้งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าบุคคลที่โจทก์จ่ายเงินให้ไปนั้นมีส่วนในค่าลิขสิทธิ์แต่อย่างใด โดยเหตุนี้เงินได้ค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดแม้โจทก์จะจ่ายให้ผู้อื่นตามคำสั่งของเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ถือได้ว่าเป็นเงินได้ที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์แต่ผู้เดียว โจทก์ชอบที่จะคำนวณหัก ภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนเช่นจ่ายเงินได้ให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ไม่ชอบที่โจทก์จะคำนวณหัก ภาษี ณ ที่จ่ายหลังจากแบ่งค่าลิขสิทธิ์ให้แก่บุคคลต่าง ๆ ที่เจ้าของลิขสิทธิ์บอกให้โจทก์จ่ายซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์หัก ภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งไม่ครบถ้วน ทั้งนี้เพราะ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดานั้น ถ้ามีเงินได้มากขึ้นก็จะต้องเสีย ภาษี ในอัตราเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การจะหัก ภาษี ณ ที่จ่ายมากหรือน้อยโจทก์ก็ไม่ได้รับประโยชน์จากเงินจำนวนนี้เพราะโจทก์เป็นเพียงผู้ที่กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่หัก ภาษี ไว้ณ ที่จ่ายแทนจำเลยเท่านั้น เห็นว่า ถึงแม้โจทก์จะไม่ได้รับประโยชน์ใดจากการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย แต่กฎหมายกำหนดให้โจทก์ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนเมื่อโจทก์หักและนำส่งไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง โจทก์ก็ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสีย ภาษี ที่ต้องชำระตามจำนวนเงิน ภาษี ที่ขาด ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 54 อุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สี่เกี่ยวกับรายจ่ายต้องห้ามมิให้หักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512-2514 คือ ค่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสาร 1 เครื่องเป็นเงิน 29,000 บาท โจทก์มีแต่นายบัณฑิตมาเบิกความลอย ๆ ว่าเป็นของโจทก์ แต่ตามหลักฐานเอกสารปรากฏว่าโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชเป็นนิติบุคคลต่างหากจากโจทก์เป็นผู้ซื้อ พยานหลักฐานโจทก์ย่อมรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (13) ค่ากระเช้าดอกไม้ ค่าช่วยงานแต่งงาน ค่าช่วยงานบวชนาคค่าช่วยงานศพ จำนวน 5,080 บาท รายจ่ายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หาและเป็นการส่วนตัวของผู้มีอำนาจจ่ายเงินนั้น ๆเพื่อประโยชน์ในทางการงานหรือสังคมของตนเองเป็นการส่วนตัวยิ่งกว่าประโยชน์ของโจทก์ และมิใช่เป็นรายจ่ายเพื่อหารายได้ในการดำเนินธุรกิจการค้าของโจทก์โดยตรง จึงเป็นรายจ่ายที่ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี 3 ค่าซ่อมรถจำนวน 27,598.25 บาท จำเลยได้หักค่าใช้จ่ายให้โจทก์แล้ว คงเหลือจำนวน 4,576 บาท นั้นปรากฏว่าโจทก์มีแต่นายบัณฑิตมาเบิกความว่าได้ซ่อมรถไปจริง ฝ่ายจำเลยมีนางอัจฉรา มธุรพฤกษ์ เบิกความว่าเงินค่าซ่อมรถ 4,576 บาท ที่ไม่ได้หักให้โจทก์ปรากฏในเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 175 ซึ่งไม่ใช่เป็นการซ่อมรถของโจทก์ เห็นได้ว่า รายการใดที่เป็นค่าซ่อมรถของโจทก์จำเลยก็ได้จัดการหักค่าใช้จ่ายให้ ส่วนค่าซ่อม 4,576 บาทโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเป็นการซ่อมรถของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) ค่ารับรองและค่าพาหนะรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512 เป็นเงิน124,323.25 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2513 เป็นเงิน9,758 บาท ปรากฏหลักฐานการจ่ายเงินส่วนนี้ของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512 ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 176-177 เป็นการซื้อของขวัญ ช่วยงานศพและรายการอื่นอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนค่ารับรองรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2513 นายบัณฑิตเบิกความว่าเป็นการซื้อของขวัญให้แก่เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อโจทก์จะได้รับประโยชน์ เห็นได้ว่า รายจ่ายต่าง ๆ ดังกล่าว ล้วนแต่เป็นรายการที่จ่ายเป็นการส่วนตัวของผู้มีอำนาจจ่ายเงินยิ่งกว่าประโยชน์ทางการค้าของโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) ค่าขนส่ง ค่านายหน้า และค่าจ้างทำของรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512 เป็นเงิน 52,870 บาท 282,055 บาท และ 384,940 บาทตามลำดับ ค่าจ้างทำของ ค่านายหน้า ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดและค่าอากรขาเข้ารอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2513 จำนวน381,088.38 บาท ค่านายหน้ารอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2514 จำนวน102,022 บาท โจทก์มีนายบัณฑิตมาเบิกความว่า โจทก์ได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวโดยมีใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐาน ระบุชื่อผู้รับพร้อมทั้งที่อยู่ แต่โจทก์ไม่มีพยานผู้ที่รับเงินมาเบิกความสนับสนุนเลยโจทก์ มีแต่ใบเสร็จรับเงินที่มีชื่อและที่อยู่ของผู้รับเงินมาแสดงเท่านั้น ซึ่งกลับปรากฏจากคำเบิกความของนางอัจฉรา มธุรพฤกษ์ พยานจำเลยผู้ตรวจสอบ ภาษี รายนี้ว่า ได้สอบถามชื่อผู้รับเงินและที่อยู่ตามใบเสร็จรับเงินไปยังนายทะเบียนท้องถิ่นเขตต่าง ๆ ที่ระบุอยู่ในใบเสร็จรับเงินแล้ว ปรากฏว่าไม่มีบ้านเลขที่บ้างไม่มีชื่อบุคคลดังกล่าวในบ้านบ้าง ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 1-37 แสดงให้เห็นว่ารายจ่ายดังกล่าวทั้งหมดโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับทุกรายการจึงต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ค่าซ่อมแซมพื้นเป็นเงิน 18,467 บาท โจทก์มีนายบัณฑิตมาเบิกความลอย ๆ ว่าได้ซ่อมพื้นห้องของโจทก์ แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบสนับสนุน จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ซ่อมพื้นห้องของโจทก์จริง ถือไม่ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ จึงต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) อุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายที่ว่าควรงดเงินเพิ่มให้โจทก์หรือไม่เห็นว่าเมื่อโจทก์หลีกเลี่ยง ภาษี และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ผ่อนผันลดเงินเพิ่มให้โจทก์แล้ว คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเงินเพิ่มตามกฎหมาย จึงไม่มีเหตุจะงดเงินเพิ่มให้โจทก์ ต่อไปจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า รายได้เกี่ยวกับสินค้าขาดจากบัญชีคุมสินค้า ซึ่งจำเลยถือว่าโจทก์ผลิตและขายไม่ลงบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512-2513 ทำให้เงินได้ของโจทก์ขาดไปนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์พิมพ์หนังสือขายไปตามจำนวนปก ที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการดังนั้นการที่จำเลยประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลโจทก์โดยถือว่าปกหนังสือที่ยอดขาดหายไปจากบัญชีคุมสินค้าเป็นหนังสือที่โจทก์ได้พิมพ์ขายไปแล้วจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาล ภาษี อากรกลางไม่ได้พิจารณาฟ้องแย้งเกี่ยวกับ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายปี พ.ศ. 2512 และ2513 กับ ภาษี เงินได้นิติบุคคลของรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2514 นั้นเมื่อจำเลยไม่มีอำนาจฟ้องแย้งตามที่วินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวอีกต่อไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2512 และเงินเพิ่มรวมจำนวน77,292.24 บาท นอกจากนี้ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งสิ้น ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4082/2535 ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ไทย วัฒนาพานิช โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.พ.พ. ม. 167 ป.รัษฎากร ม. 19 , ม. 30 (2) , ม. 50 , ม. 54 , ม. 65 ตรี (3) , ม. 65 ตรี (13) , ม. 65 ตรี (18)