ฎีกาที่ 3461/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยมีอาการป่วยทางจิต เป็นโรควิตกกังวล จำเลยใช้มีดแทงโจทก์ร่วมโดยไม่มีสาเหตุ เมื่อเกิดเหตุแล้วจำเลยไม่หลบหนีคงนั่งซึมอยู่ที่บ้านจนถูกนำตัวส่งเจ้าพนักงานตำรวจ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า เกิดประสาทหลอนคิดว่าจะมีคนมา ฆ่า จึงหยิบมีดขึ้นมาถือหลังจากนั้นมีดจะไปแทงถูกโจทก์ร่วมอย่างไรจำเลยไม่ทราบ ตามปกติจำเลยสามารถทำงานได้ แต่เวลาจำเลยมีอาการจะมีลักษณะกลัวคนซึ่งตามหลักวิชาการจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่ ขณะกระทำผิดจำเลยจึงยังสามารถรู้ผิดชอบและสามารถบังคับตนเองได้บ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80,33 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80, 65 วรรคสองจำคุกจำเลย 1 ปี ริบของกลาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยใช้มีดแทงโจทก์ร่วมโดยเจตนา ฆ่า แต่โจทก์ร่วมได้รับการรักษาจากแพทย์ทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตาย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีเพียงว่า จำเลยกระทำผิดในขณะที่ไม่รู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะจิตบกพร่องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยมีอาการป่วยทางจิต เป็นโรควิตกกังวลต้องเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2529 จนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2531 จึงเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลชุมพวงซึ่งอยู่ใกล้บ้านจำเลยเรื่อยมา จำเลยใช้มีดแทงโจทก์ร่วมโดยไม่มีสาเหตุเมื่อเกิดเหตุแล้วจำเลยไม่หลบหนีคงนั่งซึมอยู่ที่บ้านจนผู้ใหญ่บ้านมานำตัวไปส่งเจ้าพนักงานตำรวจชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า เกิดประสาทหลอนคิดว่าจะมีคนมา ฆ่า จึงหยิบมีดขึ้นมาถือหลังจากนั้นมีดจะไปแทงถูกโจทก์ร่วมอย่างไรจำเลยไม่ทราบ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีอาการผิดปกติทางจิตหรือมีจิตบกพร่องหวาดระแวงว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้ายที่จะมา ฆ่า จำเลยจึงได้ใช้มีดแทงโจทก์ร่วม แต่ตามคำเบิกความของนายแพทย์พันธ์ศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาพยานจำเลยยืนยันว่าลักษณะอาการประสาทของจำเลยนั้นตามหลักวิชาการจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่ และตามคำเบิกความของนางดอกไม้ภริยาจำเลยก็ได้ความว่า ตามปกติจำเลยสามารถทำการงานได้ แต่เวลาจำเลยมีอาการจะมีลักษณะกลัวคน จำเลยมีอาการนั่งตาซึมมานานประมาณ10 วัน จึงเกิดเหตุ พฤติการณ์ของจำเลยก่อนและหลังการกระทำผิดย่อมนำมาเป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัยให้เห็นได้ว่า สภาวะจิตใจของจำเลยในขณะกระทำผิดนั้นยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หาใช่กระทำไปโดยไม่รู้สาเหตุและไม่รู้ตัวว่ากระทำอะไรทั้งหมดนอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอาการคลุ้มคลั่งควบคุมตนเองไม่ได้ ข้อเท็จจริงจึงไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำผิดเพราะไม่สามารถบังคับตนเองได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3461/2535 พนักงานอัยการ จังหวัด นครราชสีมา โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นาย วิทูลหรือวิฑูรย์ นาค สระ น้อย โจทก์ นาย สุวรรณ หรือ สุวรรณ์ สิงห์อุดมหรือสิงอุดม จำเลย ป.อ. ม. 288 , ม. 80 , ม. 65 วรรคสอง