ฎีกาที่ 6525/2534
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์กับ ป. มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการเช่านาพิพาทของโจทก์คณะกรรมการการเช่า ที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดได้พิจารณาและมีมติให้ ป. ทำนาของโจทก์ต่อไป โจทก์อุทธรณ์มติดังกล่าวโดยส่งอุทธรณ์ไปทางไปรษณีย์ตอบรับให้แก่จำเลยซึ่งเป็นกำนันตำบลและประธานคณะกรรมการการเช่า ที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลผู้มีหน้าที่รับอุทธรณ์ดังกล่าว ส. บุตรจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยมิได้เป็นผู้รับไว้และไม่ได้อยู่บ้านไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งอุทธรณ์ของโจทก์หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้นแต่อย่างใดจะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตำแหน่งกำนันตำบลและเป็นประธานคณะกรรมการการเช่า ที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมประจำตำบล(คชก.ตำบล) มีหน้าที่รับอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลจากคู่กรณีส่งไปยังประธานคณะกรรมการการเช่า ที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2530 โจทก์นำอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลไปยื่นต่อจำเลย จำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ดังกล่าว ต่อมาวันที่26 พฤษภาคม 2530 โจทก์ส่งอุทธรณ์ดังกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับไปให้จำเลย จำเลยได้รับอุทธรณ์แล้ว จำเลยไม่ส่งคำอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังประธาน คชก.จังหวัด อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้นเอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว ทำให้อุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้รับการวินิจฉัย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 158, 162, 90, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 158 จำคุก 1 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีนายระลึกและนางสาวสำราญเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือจากทางอำเภอเมืองชัยนาทให้ยื่นอุทธรณ์ต่อประธาน คชก.ตำบลชัยนาทแล้ว นายระลึกได้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์โดยทางไปรษณีย์ตอบรับไปให้จำเลย และนางสาวสำราญเป็นผู้รับไว้ ซึ่งรวมทั้งจดหมายอื่น ๆ อีกหลายฉบับ เมื่อรับแล้วนางสาวสำราญนำจดหมายทั้งหมดไปวางไว้บนโต๊ะใต้ถุนบ้าน วันนั้นจำเลยไม่อยู่บ้านวันรุ่งขึ้นนางสาวสำราญก็เดินทางไปกรุงเทพมหานครเห็นว่า หลักทั่วไปบุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 158 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ทำให้เสียหาย ทำลายซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารอันเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้นต้องระวางโทษ..." คดีนี้ได้ความแต่เพียงว่านางสาวสำราญบุตรจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งส่งโดยทางไปรษณีย์ จำเลยมิได้เป็นผู้รับไว้ และไม่ได้อยู่บ้าน ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้นเอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งอุทธรณ์ของโจทก์หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้นแต่อย่างใด ทั้งการลงโทษจำเลยต้องได้ความว่าจำเลยมีเจตนากระทำตามข้อความในมาตราดังกล่าวพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6525/2534 นาง ย้อย ผึ้งย้อย โจทก์ นาย ฉลวย ประชุม ทรัพย์ จำเลย ป.อ. ม. 59 , ม. 158