ฎีกาที่ 5892/2534
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เงินบำเหน็จมิใช่เงินที่นายจ้างมีหน้าที่จะต้องจ่ายตามกฎหมายคุ้มครอง แรงงาน การจะจ่ายเงินบำเหน็จหรือไม่อย่างไรเป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จะตกลงกันไว้อย่างไรก็ได้ ระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จกำหนดว่า ในกรณีที่พนักงานประจำมีสิทธิได้รับทั้งเงินชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครอง แรงงาน และเงินบำเหน็จ ถ้าเงินบำเหน็จมากกว่าเงินชดเชยให้ตัดเงินบำเหน็จออกเท่ากับเงินชดเชย ถ้าเงินบำเหน็จน้อยกว่าเงินชดเชยก็ให้ได้รับเงินชดเชยอย่างเดียว ดังนี้เป็นการกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินบำเหน็จ มิใช่เป็นการกำหนดเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับเงินชดเชย สิทธิที่จะได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครอง แรงงาน มีอยู่อย่างไรก็เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบดังกล่าวจึงไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายคุ้มครอง แรงงาน ข้อกำหนดวิธีการจ่ายเงินบำเหน็จ ไม่กระทบกระเทือนถึงคนอื่นที่มิได้ตกลงด้วย จึงมิใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน.
ย่อยาว
คดีทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนนี้ ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 27 โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นลูกจ้างของจำเลย วันเข้าทำงาน ตำแหน่งหน้าที่ และค่าจ้างอัตราสุดท้ายของโจทก์แต่ละคนปรากฏตามฟ้องต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดเพราะเหตุเกษียณอายุ และไม่จ่ายค่าชดเชยให้ตามกฎหมายขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนให้การว่า เงินบำเหน็จที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดมีจำนวนมากกว่าค่าชดเชยที่โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดมีสิทธิได้รับจากจำเลย การจ่ายเงินบำเหน็จดังกล่าวเป็นการจ่าจค่าชดเชยรวมไปด้วยแล้ว ถือได้ว่าโจทก์แต่ละคนได้รับค่าชดเชยไปครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยจากจำเลยอีก ศาล แรงงาน กลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า "โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดอุทธรณ์ว่าระเบียบตามเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 37 ขัดต่อกฎหมายคุ้มครอง แรงงาน และขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน พิเคราะห์แล้ว ระเบียบดังกล่าว ข้อ 37 กำหนดว่า "ในกรณีที่พนักงานประจำมีสิทธิได้รับทั้งเงินชดเชยตามกฎหมายว่าด้วย แรงงาน ตามความในข้อ 23 และ24 และเงินบำเหน็จตามระเบียบนี้ ถ้าเงินบำเหน็จมากกว่าเงินชดเชยให้ตัดเงินบำเหน็จออกเท่ากับจำนวนเงินชดเชย แต่ถ้าเงินบำเหน็จน้อยกว่าเงินชดเชยก็ให้ได้รับแต่เงินชดเชยอย่างเดียว" ระเบียบข้อ 37นี้ อยู่ในเรื่องของเงินบำเหน็จซึ่งมีระเบียบข้อ 28 กำหนดไว้ว่า"นอกจากเงินชดเชยที่ต้องจ่ายตามความในข้อ 23 และ 24 ให้โรงงานสุราจ่ายเงินบำเหน็จซึ่งเป็นเงินตอบแทนความชอบในกรณีออกจากงานหรือตายอีกประการหนึ่ง ตามหลักเกณฑ์ซึ่งกำหนดไว้ในระเบียบนี้"ดังนั้นข้อกำหนดตามข้อ 37 จึงเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จ ซึ่งเงินบำเหน็จนั้นมิใช่เงินที่จำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายตามกฎหมายคุ้มครอง แรงงาน การที่จะมีการจ่ายเงินบำเหน็จหรือไม่อย่างไรก็เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จะตกลงกันไว้อย่างไรก็ได้เพราะกฎหมายคุ้มครอง แรงงาน ไม่มีการกำหนดไว้ในการตกลงเรื่องเงินบำเหน็จ เมื่อข้อกำหนดในข้อ 37 ตามที่กล่าวแล้วนั้นเป็นการกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินบำเหน็จ มิใช่เป็นการกำหนดเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครอง แรงงาน ของโจทก์แต่ละคนมีอยู่อย่างไรก็คงเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบดังกล่าวจึงไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายคุ้มครอง แรงงาน และข้อกำหนดดังว่านั้นเป็นวิธีการจ่ายเงินบำเหน็จซึ่งไม่ใช่เงินที่จะต้องจ่ายตามกฎหมายตามที่ได้กล่าวแล้ว การที่จะตกลงกันอย่างไรไม่กระทบกระเทือนถึงคนอื่นที่มิได้เข้ามาตกลงด้วยจึงมิใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนดังที่โจทก์อ้าง..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5892/2534 นาง ประเทือง เทวกุล กับพวก โจทก์ บริษัท สุราม หา ราษฎร จำกัด ( มหาชน จำเลย ป.พ.พ. ม. 114 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 , ม. 10 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) , ข้อ 47 (4)