ฎีกาที่ 4625/2534
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับ ประกันภัย ได้ชดใช้ไปเป็นจำนวนเพียงใดผู้รับ ประกันภัย ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอา ประกันภัย และของผู้รับประโยชน์ ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 คดีนี้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 900,000 บาท เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับ ประกันภัย ไปบางส่วนเป็นเงิน 300,000 บาทแล้ว โจทก์จึงคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยผู้ทำละเมิดในจำนวนของวินาศภัยของทรัพย์ที่เอา ประกันภัย เฉพาะส่วนที่เหลืออีก 600,000 บาท เท่านั้น
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์ จำเลยได้ทำผิดสัญญาเช่าโดยนำสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิง เช่น สีสเปรย์ และน้ำมันเครื่องเข้าไปเก็บในตึกแถวที่เช่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2526 เวลาประมาณ 5 นาฬิกานายสิบเอ็ด ติวัฒนาสุข ซึ่งเป็นบุคคลที่จำเลยจ้างหรือใช้เป็นผู้เฝ้าดูแลตึกแถวพิพาท ทำให้เกิดเพลิงไหม้ตึกแถวที่เช่าทั้งสามห้อง อันเป็นการกระทำผิดสัญญาเช่าและการทำละเมิดของนายสิบเอ็ด ซึ่งจำเลยทั้งสามในฐานะผู้เช่าหรือนายจ้างต้องร่วมรับผิด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน1,308,000 บาท ให้โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 1,200,000 บาท และค่าเสียหายที่โจทก์ขาดรายได้เดือนละ1,500 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า สินค้าประเภทสีสเปรย์และน้ำมันเครื่องที่จำเลยนำเข้าไปเก็บในตึกพิพาท จำเลยทำประกันอัคคีภัยไว้และได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองแล้ว เหตุเพลิงไหม้มิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายสิบเอ็ด ติวัฒนาสุข และนายสิบเอ็ดไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือบุคคลที่จำเลยใช้ให้เฝ้าดูแลรักษาสิ่งของในตึกพิพาท ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องนั้นสูงกว่าความจริงโจทก์ได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของตึกแถวทั้งสามห้องจากบริษัทไพบูลย์ ประกันภัย จำกัด ที่โจทก์เอาประกันอัคคีภัยไว้แล้ว อีกทั้งโจทก์ไม่เคยทวงถามจำเลย จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายสำหรับค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาท กับค่าขาดรายได้ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 518,737 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 505,737 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2526เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับในต้นเงิน 18,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองคำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 ที่ 3 และโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 279,930 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 261,930 บาท และ 18,000 บาท นับตั้งแต่วันที่1 พฤษภาคม 2526 และวันฟ้องตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับประเด็นค่าเสียหาย ศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเป็นเงิน 900,000 บาท ส่วนฎีกาโจทก์ที่ว่า โจทก์ได้รับค่าสินไหมทดแทนบางส่วนจากบริษัท ประกันภัย จำนวน 300,000 บาทเป็นสิทธิในฐานะผู้เอา ประกันภัย ต่างหากและการรับช่วงสิทธิของบริษัท ประกันภัย ไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ในส่วนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับ ประกันภัย ได้ชดใช้ไปเป็นจำนวนเพียงใดผู้รับ ประกันภัย ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอา ประกันภัย และของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับ ประกันภัย ไปแล้ว 300,000 บาทโจทก์จึงคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในจำนวนวินาศภัยของทรัพย์สินที่เอา ประกันภัย ส่วนที่เหลือเป็นเงิน 600,000 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน618,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน600,000 บาท และ 18,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2526 และวันฟ้องตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4625/2534 นางสาว กรรณิการ์ เลิศ ขันติ ธรรม กับพวก โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหวัฒนาแมชชินเนอรี่ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 438 , ม. 880