ฎีกาที่ 5795/2533
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สัญญาระหว่างจำเลยที่ 1(ผู้ให้ เช่าซื้อ ) กับจำเลยที่ 2(ธนาคารผู้รับจำนองที่ดินที่ให้ เช่าซื้อ ) มีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1ยอมให้จำเลยที่ 2 รับเงินมัดจำ และเงินค่า เช่าซื้อ จากผู้ เช่าซื้อ ทุกงวดแทนจำเลยที่ 1 ได้ และเมื่อผู้ เช่าซื้อ รายใดชำระเงินตามสัญญา เช่าซื้อ ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 ยอมปลดจำนองให้แก่ผู้ เช่าซื้อ รายนั้นทันที เช่นนี้เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก เมื่อปรากฏว่าสัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำขึ้นเป็น3 ฉบับ โดยโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถือไว้คนละฉบับแสดงว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้แล้วว่าโจทก์เป็นผู้ เช่าซื้อ ที่ดินจึงถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 2ที่เป็นลูกหนี้แล้วว่าจะถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 เมื่อโจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ ครบถ้วนและแจ้งให้จำเลยที่ 2 ปลดจำนอง เพื่อให้จำเลยที่ 1โอนที่ดินให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉยไม่ดำเนินการให้ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์โดยตรง แต่ก็ยอมผูกพันตนในอันที่จะปลดจำนองและจัดการให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ เช่าซื้อ ที่ชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว ตามสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก ดังนี้เมื่อโจทก์เป็นผู้ เช่าซื้อ ที่ชำระค่า เช่าซื้อ ให้จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว และโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ปลดจำนองเพื่อจะได้รับโอนโฉนดที่ดินแปลงที่ เช่าซื้อ แต่จำเลยที่ 2 บ่ายเบี่ยงและต่อมากลับปลดจำนองให้จำเลยที่ 1โดยไม่จัดการให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญา จึงถือได้ว่า จำเลยที่ 2 ละเลยในการปฏิบัติการเพื่อร่วมชำระหนี้ตามสัญญาต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่ได้รับโอนที่ดินที่ เช่าซื้อ จำเลยที่ 2ย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย และเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินที่โจทก์ เช่าซื้อ ให้แก่บุคคลอื่นไปทำให้สภาพแห่งการบังคับชำระหนี้ตามสัญญาไม่อาจบังคับได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1รับผิดในความเสียหายของโจทก์ที่ไม่ได้รับโอนที่ดินตามสัญญา การที่โจทก์ไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญา เช่าซื้อ เป็นเพราะจำเลยที่ 2 ทำผิดหน้าที่ตามสัญญา เช่าซื้อ และสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกดังกล่าว ความเสียหายของโจทก์ที่เกิดจากการไม่ได้ที่ดินตามที่ เช่าซื้อ ทั้งหมดจึงเป็นความเสียหายที่เกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 2 โดยตรง จำเลยที่ 2จึงต้องรับผิดในความเสียหายทั้งหมดร่วมกับจำเลยที่ 1 มิใช่รับผิดเพียงไม่เกินค่า เช่าซื้อ ที่จำเลยที่ 2 รับไว้เท่านั้น เจตนาของโจทก์ที่ เช่าซื้อ ที่ดินก็ต้องการได้ที่ดินไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเป็นสำคัญ การที่โจทก์ไม่อาจบังคับตามสัญญาเพื่อให้ได้ที่ดินนั้นมาตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ย่อมเห็นได้ว่า โจทก์เสียหายมากกว่าจำนวนเงินค่า เช่าซื้อ ที่ชำระไปแล้วศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์มากกว่าจำนวนเงินค่า เช่าซื้อ ที่โจทก์ชำระไปแล้วดังกล่าวได้ ค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 วรรคแรกเมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 2 หวังว่าจะได้รับค่า เช่าซื้อ แต่ไม่ยอมรับรู้หน้าที่ตามสัญญาที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องทั้ง ๆ ที่การที่โจทก์ทำสัญญา เช่าซื้อ เพราะความเชื่อถือจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่อยู่ในความไว้วางใจของประชาชน แต่จำเลยที่ 2 กลับบ่ายเบี่ยงเลี่ยงละหน้าที่จนเกิดความเสียหายแก่โจทก์เช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าคดีมีทุนทรัพย์ถึง 513,300 บาท การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ใช้ค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท ย่อมเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 64083 และ 64084 แขวงลาดพร้าว เขตบางกะปิกรุงเทพมหานคร พร้อมกับจดทะเบียนปลดจำนองที่ดินทั้งสองแปลงนั้นให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าธรรมเนียมการโอนทั้งหมดหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่า เช่าซื้อ ที่ดิน จำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่จำเลยรับเงินแต่ละงวดคิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 83,338.18 บาท และจนกว่าจะชำระเงินให้โจทก์ และหากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ด้วย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 430,000บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่10582 แขวงลาดพร้าว เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร แต่มิได้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 64083 และ 64084 ตามฟ้อง จำเลยที่ 1นำที่ดินโฉนดเลขที่ 10582 ไปจำนองไว้กับจำเลยที่ 2 สาขาท่าดินแดงเพื่อประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยที่ 2 ตกลงให้จำเลยที่ 1นำที่ดินไปให้บุคคลต่าง ๆ เช่าซื้อ แล้วนำเงินที่ได้จากการชำระหนี้ค่า เช่าซื้อ มาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่เคยให้โจทก์ เช่าซื้อ โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ ปลอมขึ้นเอง จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดที่ดินไม่ได้มีราคาเพิ่มขึ้นถึง 300,000 บาทตามฟ้อง แต่มีราคาเพียงตารางวาละ 1,000 บาทโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเพียงราคาค่า เช่าซื้อ ที่ชำระแล้ว ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินตามฟ้องเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นบุคคลภายนอกสัญญา หนังสือสัญญา เช่าซื้อ ที่ดินตามฟ้องเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แม้จำเลยที่ 2 รู้เห็นเป็นพยานด้วยก็มิใช่ในฐานะคู่สัญญา จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน430,000 บาทให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10582 จำเลยที่ 1 นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้กับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินแปลงที่จำนองออกเป็นแปลงย่อยเพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปตามเอกสารหมาย ล.2/4 โจทก์ได้ เช่าซื้อ ที่ดินที่จำเลยที่ 1แบ่งแยกออกมาจำนวนสองแปลงตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.2และ จ.6 โดยโจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.7 จนครบถ้วนตามสัญญาแล้ว แต่ยังไม่ได้รับโอนที่ดินตามสัญญา จำเลยที่ 2 ได้ปลดจำนองที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่บุคคลภายนอกไป คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.2/5 มีสาระสำคัญว่า ในการแบ่งขายที่ดินนั้น จำเลยที่ 1ยอมให้จำเลยที่ 2 รับเงินมัดจำและเงินค่า เช่าซื้อ จากผู้ เช่าซื้อ ทุกรายแทนจำเลยที่ 1 ได้ และเมื่อผู้ เช่าซื้อ รายใดชำระเงินครบถ้วนตามสัญญา เช่าซื้อ แล้ว จำเลยที่ 2 ยอมปลดจำนองให้แก่ผู้ เช่าซื้อ รายนั้นทันที ดังนี้ เห็นว่าเป็นสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกและข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำสืบ โดยจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบหักล้างว่า ในการทำสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.2 และ จ.6 นั้นได้ทำขึ้นเป็น 3 ฉบับ โดยโจทก์ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เก็บไว้คนละฉบับอันเป็นกรณีที่เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้รู้แล้วว่าโจทก์เป็นผู้ เช่าซื้อ ที่ดินที่จำเลยที่ 1 แบ่งขาย ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 2 ที่เป็นลูกหนี้ตามสัญญา เอกสารหมาย ล.2/5 ข้อ 5 นี้แล้วว่าจะถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันปฏิบัติการชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.2/5 ข้อ 5 ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ข้อเท็จจริงได้ความจากการนำสืบของโจทก์ต่อไปว่า เมื่อโจทก์ชำระราคาค่า เช่าซื้อ ตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.2 และ จ.6 ครบถ้วนแล้ว โจทก์ได้แจ้งขอให้จำเลยที่ 2 ปลดจำนองเพื่อให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้โจทก์แต่จำเลยที่ 2 ไม่ปลดจำนองให้ตามที่โจทก์เรียกร้อง ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้จำเลยที่ 2 มิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบการที่จำเลยที่ 2 ไม่ปลดจำนองเพื่อให้โจทก์ไปโอนที่ดินที่ เช่าซื้อ โดยปลดจำนองได้เช่นนี้กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามสัญญา เอกสารหมายล.2/5 ข้อ 5 ดังที่ได้กล่าวข้างต้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2ได้ จำเลยที่ 2 ฎีกาในข้อสองว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่คู่สัญญา เช่าซื้อ กับโจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ข้อนี้เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับชำระราคาค่า เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.6 ครบถ้วนแล้วตามใบเสร็จรับเงิน และหลักฐานใบเข้าบัญชีชำระเงินค่า เช่าซื้อ ที่ดินเอกสารหมาย จ.7, จ.8 และ จ.9 และได้ความจากคำเบิกความของตัวโจทก์และนางสาวรัตนาพร ศรีเพ็ญ นางลินดา ฉันทวานิช ซึ่ง เช่าซื้อ ที่ดินที่จำเลยที่ 1 จัดสรรว่าเหตุที่ เช่าซื้อ เพราะเห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการและตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.2และ จ.6 ถึงแม้จะระบุในตอนต้นว่าโจทก์เป็นผู้ เช่าซื้อ จำเลยที่ 1เป็นผู้ให้ เช่าซื้อ ก็ตาม แต่ในตอนท้ายของสัญญามีเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ลงชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนธนาคารจำเลยที่ 2 และในสัญญา เช่าซื้อ ดังกล่าวทั้งสองฉบับมีข้อความระบุไว้ในข้อ 3 ว่า "ผู้ เช่าซื้อ ต้องชำระค่า เช่าซื้อ ภายในวันที่ 5ของทุกเดือนจนกว่าจะครบจำนวนตามข้อ 1 และการชำระเงินค่า เช่าซื้อ ทุกครั้งของผู้ เช่าซื้อ ธนาคารจะออกใบเสร็จรับเงินแทนให้ทุกครั้งเช่นกัน" และมีสัญญาข้อ 4 ว่า "เมื่อผู้ เช่าซื้อ ได้ชำระเงินค่า เช่าซื้อ ครบถ้วนแล้ว ธนาคารฯ ยินยอมปลดจำนอง และผู้ให้ เช่าซื้อ จัดการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ เช่าซื้อ ..." เมื่อพิจารณาข้อความที่ระบุไว้ในสัญญา เช่าซื้อ ดังกล่าวประกอบสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1ที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.2/5 ข้อ 5 ตามที่กล่าวไว้ในคำวินิจฉัยข้อแรกและข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์และผู้ เช่าซื้อ รายอื่นที่ว่าที่ตกลง เช่าซื้อ เพราะเห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการแล้วเห็นได้ว่าแม้จำเลยที่ 2 จะไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์โดยตรง แต่ก็ยอมผูกพันตนในอันที่จะปลดจำนองและจัดการให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ เช่าซื้อ ที่ชำระราคาแก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว ตามข้อเท็จจริงที่ได้กล่าวในการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกนั้นเมื่อโจทก์ชำระเงินค่า เช่าซื้อ ให้จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้วโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ปลดจำนองเพื่อจะได้รับโอนโฉนดที่ดินแปลงที่ เช่าซื้อ แต่จำเลยที่ 2 ก็บ่ายเบี่ยงโดยไม่มีเหตุอ้างที่จะละเว้นในการกระทำการตามหน้าที่ในสัญญาเอกสารหมาย ล.2/5ต่อมากลับปลดจำนองให้จำเลยที่ 1 โดยไม่จัดการให้จำเลยที่ 1โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในโฉนดที่ เช่าซื้อ ตามข้อสัญญาที่กำหนดไว้ในสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.2 และ จ.6 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1ละเลยในการปฏิบัติการเพื่อร่วมชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาต่อโจทก์ทำให้โจทก์ไม่ได้รับโอนที่ดินที่ เช่าซื้อ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่กำหนดในสัญญา และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้งสองแปลงที่โจทก์ เช่าซื้อ ให้บุคคลอื่นไป จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดสำหรับความเสียหายของโจทก์ที่ไม่ได้รับโอนโฉนดที่ดินตามสัญญา จำเลยที่ 2 ฎีกาในข้อที่สามว่า จำเลยที่ 2 ไม่ควรต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนที่เกินจากค่า เช่าซื้อ ที่จำเลยที่ 2 รับไว้ และค่าเสียหายสูงเกินส่วนเห็นว่า การที่โจทก์ไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญา เช่าซื้อ นั้น เป็นเพราะจำเลยที่ 2 ทำผิดหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เช่าซื้อ และสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามเอกสารหมาย ล.2/5 ความเสียหายของโจทก์ที่เกิดจากการไม่ได้ที่ดินตามที่ เช่าซื้อ ทั้งหมดจึงเป็นความเสียหายที่เกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 2 โดยตรง จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในผลความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดร่วมกับจำเลยที่ 1 มิใช่ว่าจำเลยที่ 2 จะรับเอาแต่ได้ถ่ายเดียว สำหรับค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นอกเหนือจากค่า เช่าซื้อ 130,000 บาท นั้น เจตนาของโจทก์ที่ เช่าซื้อ ที่ดินก็ต้องการได้ที่ดินไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเป็นสำคัญ การที่โจทก์ไม่อาจบังคับตามคำขอเพื่อให้ได้ที่ดินมาตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้นั้น เห็นได้ว่าโจทก์เสียหายมากกว่าจำนวนเงินที่ชำระเป็นค่า เช่าซื้อ ไปแล้ว เพราะเป็นที่เห็นได้โดยทั่วไปว่า ราคาที่ดินจากปีที่โจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ เสร็จตั้งแต่ปีพ.ศ. 2522 จนถึงปี พ.ศ. 2529 นั้น ราคาที่ดินสูงขึ้นกว่าเดิมในจำนวนมิใช่น้อย ซึ่งตามคำเบิกความของร้อยตรีสะอาด ชมบุญพยานโจทก์ก็ได้ความว่าราคาประเมินตารางวาละประมาณ 2,000 บาทซึ่งการซื้อขายที่ดินจริง ๆ นั้นราคาสูงกว่าราคาประเมิน การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 300,000 บาทนั้น เห็นว่าเป็นค่าเสียหายที่เป็นไปเช่นนั้นจริง จำเลยที่ 2 ฎีกาในข้อสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความสูงเกินไป เห็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ศาลจะใช้ดุลพินิจกำหนดโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 วรรคแรก และเมื่อพิจารณาถึงเหตุสมควรสำหรับกรณีของจำเลยที่ 2 และความสุจริตในการสู้ความแล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นจำเลยที่ 2 หวังว่าจะได้รับค่า เช่าซื้อ แต่ไม่ยอมรับรู้หน้าที่ตามสัญญาที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องทั้ง ๆ ที่การที่โจทก์จะทำสัญญา เช่าซื้อ นั้นก็โดยอาศัยความเชื่อถือจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ต้องอยู่ในความไว้วางใจของประชาชน แต่จำเลยที่ 2ก็บ่ายเบี่ยงละหน้าที่จนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ใช้ค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในคดีแล้วไม่มีเหตุจะกำหนดให้ลดลงตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5795/2533 นางสาว อุษา ลิ้มตระกูล โจทก์ นาย กิมหรือกิ้ม ได้ สกุล ชู กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 213 , ม. 215 , ม. 222 , ม. 374 , ม. 572 ป.วิ.พ. ม. 55 , ม. 161