ฎีกาที่ 6192/2533
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีเดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการ มรดก ของ ร.หาก ส. จะขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการ มรดก คนใหม่แทนโจทก์ ตามปกติย่อมกระทำได้โดยยื่นคำร้องในคดีเดิม หรืออาจฟ้องโจทก์แยกจากคดีเดิมได้โดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นแต่ให้สิทธิยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีเดิมก่อนการปัน มรดก เสร็จสิ้นลงเท่านั้น หาเป็นการตัดสิทธิมิให้ฟ้องเป็นคดีใหม่อีกต่างหากไม่ คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีใหม่ให้ถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการ มรดก และตั้ง ส.เป็นผู้จัดการ มรดก ของร. แทนนั้น เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ โจทก์มิใช่ผู้จัดการ มรดก ของ ร. อีกต่อไป การที่ ส. ซึ่งเป็นผู้จัดการ มรดก ทำตามมติที่ประชุมทายาทโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการจัดการตามอำนาจหน้าที่และมิใช่เป็นการทำนิติกรรมที่ตนมีส่วนได้เสียอันเป็นปรปักษ์ต่อกอง มรดก นิติกรรมจึงมีผลสมบูรณ์.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการ มรดก ของนายรอด มงคลชาติตามคำสั่งศาล ต่อมาศาลชั้นต้นในอีกคดีหนึ่งมีคำสั่งถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการ มรดก และตั้งนายสมคิดเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายรอด อันเป็นการไม่ชอบ เพราะมิได้ร้องขอในคดีเดิม โจทก์จึงยังคงเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายรอดอยู่ หลังจากนั้นนายสมคิดกับจำเลยที่ 1 สมคบกันจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์ มรดก ในฐานะผู้จัดการ มรดก แล้วโอนขานให้จำเลยที่ 1 โดยไม่มีอำนาจ และจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินได้จดทะเบียนให้ ทั้งที่รู้ว่าผู้รับโอนไม่มีอำนาจ ขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนการโอนที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 2 โอนใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการ มรดก จำเลยที่ 1 ให้การว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการ มรดก และตั้งนายสมคิดเป็นผู้จัดการ มรดก ชอบแล้วจำเลยที่ 1 รับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยระเบียบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ยังคงเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายรอดผู้ตายนั้น เห็นว่า คดีเดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการ มรดก ของนายรอดผู้ตาย เมื่อนายสมคิดประสงค์จะขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการ มรดก คนใหม่แทนโจทก์ตามปกติแล้วย่อมกระทำได้โดยยื่นคำร้องเข้ามาในคดีเดิม แต่ถ้านายสมคิดประสงค์จะฟ้องโจทก์แยกจากคดีเดิมโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 ก็ไม่ต้องห้าม เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นแต่ให้สิทธิยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีเดิมก่อนที่การแบ่งปัน มรดก เสร็จสิ้นลงเท่านั้น หากเป็นการตัดสิทธิมิให้นำไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีกต่างหากไม่ ดังนั้น เมื่อศาลสืบพยานในคดีดังกล่าวและมีคำสั่งถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายรอดผู้ตาย และตั้งนายสมคิดเป็นผู้จัดการ มรดก แทนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 385/2528 ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วคำสั่งดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์มีผลเป็นการเพิกถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายรอดผู้ตาย โจทก์จึงมิใช่ผู้จัดการ มรดก ของนายรอดผู้ตายตามกฎหมายต่อไป ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายรอดผู้ตาย ปัญหาข้อต่อไปที่ว่า โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายรอดผู้ตายมิได้มอบอำนาจให้นายสมคิดโอนขายที่ดิน มรดก ให้แก่จำเลยที่ 1นิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 113 เห็นว่า กรณีนี้เป็นการดำเนินการเพื่อแบ่งปันทรัพย์ มรดก ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการ มรดก การที่นายสมคิดทำตามมติที่ประชุมทายาทตามเอกสารหมาย จ.ล.9 โดยโอนทรัพย์สิน มรดก ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการจัดการเพื่อแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของนายรอดผู้ตายและมิใช่เป็นนิติกรรมที่ตนทำขึ้นโดยมีส่วนได้เสียอันเป็นปรปักษ์ต่อกอง มรดก ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722จึงหาต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ก่อนไม่ทั้งไม่ปรากฏว่านายสมคิดผู้จัดการ มรดก ของนายรอดผู้ตายละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่ดังนั้นนิติกรรมดังกล่าวจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนใน น.ส.3 ดังกล่าว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6192/2533 นายสม มุ่ง มงคล ชาติ โจทก์ นางสม หมาย ควง ขุนทด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 113 , ม. 1713 , ม. 1719 , ม. 1722 , ม. 1727 ป.วิ.พ. ม. 55 , ม. 145 (1)