ฎีกาที่ 6181/2533
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน โดยการครอบครองปรปักษ์เป็นการร้องขอเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิของตนตามที่กฎหมายกำหนดไว้มิใช่กรณีที่ผู้ร้องมีคำขออย่างใดอย่างหนึ่งในทางที่จะเป็นการบังคับเอากับผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุพการี แม้ผู้คัดค้านจะยื่นคำคัดค้านเข้ามาก็เป็นการกระทำของผู้คัดค้านเอง มิใช่การกระทำของผู้ร้อง ดังนั้น คดีของผู้ร้องจึงไม่เป็นอุทลุม ผู้คัดค้านแสดงเจตนายก ที่ดิน พิพาทให้ผู้ร้องและผู้ร้องได้เข้าครอบครอง ที่ดิน นับแต่ที่ผู้คัดค้านได้แสดงเจตนาสละกรรมสิทธิ์ให้จึงเป็นการเข้าครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับแต่วันนั้น เมื่อผู้ร้องได้ครอบครองมาโดยสงบและเปิดเผยเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีดังนี้ ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382.
ย่อยาว
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ที่ดิน ส่วนที่ผู้ร้องครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง และให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงาน ที่ดิน สำนักงาน ที่ดิน กรุงเทพมหานครไปทำการรังวัดแบ่งแยก ที่ดิน และจดทะเบียนใส่ชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบิดาของผู้ร้องคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์เป็นคดีอุทลุม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดิน โฉนดเลขที่ 127 ตำบลลาดยาวอำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) เฉพาะส่วนที่ผู้ร้องครอบครองเนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย ร.5เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1382 ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบมานั้นได้ความเป็นยุติว่าผู้ร้องเป็นบุตรผู้คัดค้าน ที่ดิน โฉนดเลขที่127 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน ผู้ร้องได้ขออนุญาตปลูกสร้างบ้านใน ที่ดิน ดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ. 2513 และปลูกสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2514 ผู้คัดค้านได้ทำบันทึกเกี่ยวกับ ที่ดิน ที่ปลูกสร้างบ้านให้ผู้ร้องไว้ตามบันทึกเอกสารหมาย ร.2 ส่วนของ ที่ดิน ที่พิพาทโฉนดเลขที่ 127 ที่ผู้ร้องปลูกสร้างบ้านและทำรั้วไว้ปรากฏตามเอกสารหมาย ร.5 ปัญหาวินิจฉัยคงมีว่า คดีของผู้ร้องเป็นอุทลุมหรือไม่และผู้ร้องได้ครอบครอง ที่ดิน ที่พิพาทโดยความสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของหรือไม่ ปัญหาแรกนั้น คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน โดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นกรณีที่ผู้ร้องจะต้องใช้สิทธิทางศาลได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55ตามคำร้องของผู้ร้องนั้น เป็นการร้องขอเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิของตนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ มิใช่กรณีที่ผู้ร้องมีคำขออย่างใดอย่างหนึ่งในทางที่จะเป็นการบังคับเอากับผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุพการีและถึงแม้ว่าผู้คัดค้านจะยื่นคำคัดค้านเข้ามา ก็เป็นการกระทำของผู้คัดค้านเอง มิใช่การกระทำของผู้ร้อง และการที่ผู้คัดค้านเข้ามานั้น ก็มีผลเพียงทำให้คดีของผู้ร้องเดิมนั้นกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทขึ้นเท่านั้น แต่ผลของคดีตามคำขอของผู้ร้องก็คงเดิมคือไม่มีผลในทางที่จะบังคับเอากับตัวผู้คัดค้านเป็นบุพการีของผู้ร้องแต่ประการใด อันจะอยู่ในความหมายที่จะเรียกได้ว่าเป็นการฟ้องบุพการีของตนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิ์ ต้องตีความโดยเคร่งครัด ดังนั้นคดีของผู้ร้องจึงไม่เป็นอุทลุม..." ปัญหาประการที่สองนั้น ข้อที่จะชี้ให้เห็นว่าผู้ร้องได้ครอบครอง ที่ดิน ที่พิพาทโดยความสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของหรือไม่นั้น คงมีข้อโต้เถียงในชั้นฎีกา เพียงว่า ผู้คัดค้านได้แสดงเจตนายก ที่ดิน ที่พิพาทให้ผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องเข้าไปบุกรุกสร้างบ้านในปี 2513 หรือไม่ พิเคราะห์ปัญหาข้อนี้แล้ว เห็นว่า...ผู้คัดค้านได้สละกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน ส่วนที่พิพาทนั้นให้เป็นของผู้ร้องแล้ว นับแต่วันที่ได้แสดงเจตนานั้นออกมาการที่ผู้ร้องได้เข้าครอบครอง ที่ดิน ส่วนนี้ นับแต่วันที่ผู้คัดค้านได้แสดงเจตนาสละกรรมสิทธิ์ให้จึงเป็นการเข้าครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับแต่วันนั้น ดังนั้น เมื่อผู้ร้องได้ครอบครองมาโดยสงบและเปิดเผยเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6181/2533 นางสาว สุรีย์ เหวียนระวี ผู้ร้อง พันตำรวจเอก ประสงค์ เหวียนระวี ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1382 , ม. 1562