ฎีกาที่ 5911/2533
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
กรณีโจทก์ฟ้องขับไล่ผู้ เช่า ออกจากตึกแถวพิพาทอันมีค่า เช่า ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละห้าพันบาท จำเลยมิได้กล่าวแก้ เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทที่ฟ้อง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าเจ้าของตึกแถวพิพาทเดิม กับจำเลยมีสัญญาต่างตอบแทนและโจทก์ซื้อตึกแถวพิพาทโดยไม่สุจริตให้ยกฟ้องโจทก์ ดังนั้น การที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่รู้มาก่อนซื้อตึกแถวพิพาทว่าเจ้าของตึกแถวพิพาทเดิม กับจำเลยมีสัญญาต่างตอบแทนและโจทก์ซื้อตึกแถวพิพาทโดยสุจริต เป็นการโต้แย้งดุลพินิจ ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสองวรรคสาม.
ย่อยาว
คดีสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาโดยเรียกจำเลยในสำนวนที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินและตึกแถวเลขที่ 11/20, 11/22 และ 11/23 จากนางสุขทิพย์กับพวกตึกแถวดังกล่าวมีจำเลยทั้งสามและบริวารอาศัยอยู่โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสามชำระค่า เช่า แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ เช่า อีกต่อไป ขอให้จำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวของโจทก์ ให้จำเลยแต่ละคนชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า โจทก์มิได้ซื้อที่ดินและตึกแถวตามฟ้อง จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามไม่เคยได้รับแจ้งจากโจทก์ให้ชำระค่า เช่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตึกแถวพิพาทแต่ละห้องใช้ เช่า ได้ไม่เกินเดือนละ 200 บาท เดิมจำเลยที่ 1 เช่า ตึกแถวเลขที่ 11/23 นายกิตติชัยบิดาของจำเลยที่ 2 เช่า ตึกแถวเลขที่ 11/20 และนายอัมพรสามีจำเลยที่ 1 เช่า ตึกแถว เลขที่ 11/22จากนางสุขทิพย์และนายชุมพล ต่อมาตึกแถวพิพาทได้ถูกไฟไหม้บางส่วนนางสุขทิพย์และนายชุมพลได้ทำสัญญาต่างตอบแทนโดยให้บุคคลทั้งสามซ่อมแซมตึกแถวพิพาทให้คงอยู่ในสภาพเดิม และจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่นางสุขทิพย์และนาชุมพลฟ้องละ 40,000 บาท นางสุขทิพย์และนายชุมพลยินยอมให้ เช่า ตึกแถวพิพาทต่อไปอีกมีกำหนด 12 ปี ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะไปทำสัญญา เช่า และจดทะเบียนการ เช่า กัน ณ ที่ว่าการอำเภอบางกอกใหญ่ จำเลยที่ 1 นายกิตติชัยบิดาของจำเลยที่ 2 และนายอัมพรสามีของจำเลยที่ 3 ได้ซ่อมแซมตึกแถวพิพาทให้คงสภาพเดิมและชำระค่าตอบแทนเป็นเงินห้องละ 40,000 บาท ให้แก่นางสุขทิพย์และนายชุมพลแล้ว ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้นางสุขทิพย์และนายชุมพลไม่ยอมรับค่า เช่า จำเลยที่ 1 นายกิตติชัยบิดาของจำเลยที่ 2 และนายอัมพรสามีของจำเลยที่ 3 ได้นำเงินค่า เช่า ไปวางไว้ ณสำนักงานวางทรัพย์กลาง เพื่อเป็นการชำระค่า เช่า ตามสัญญา นายชุมพลเป็นผู้ซื้อตึกแถวพิพาทและที่ดินร่วมกับโจทก์ด้วย โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดต่อจำเลยทั้งสาม และไม่อาจอ้างความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาทมาเป็นมูลฟ้องจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามสำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีทั้งสามสำนวนนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์ซื้อตึกแถวพิพาทจากเจ้าของเดิมซึ่งจำเลยทั้งสามเป็นผู้ เช่า บัดนี้ครบกำหนดสัญญา เช่า แล้ว และโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสาม เช่า ต่อไป ขอให้ขับไล่ จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสามมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาท เพราะมีสัญญาต่างตอบแทนชนิดพิเศษนอกเหนือไปจากสัญญา เช่า ธรรมดากับเจ้าของเดิม ศาลชั้นต้นฟังว่าเจ้าของตึกแถวพิพาทเดิมกับจำเลยทั้งสามมีสัญญาต่างตอบแทนและโจทก์ทราบถึงสัญญาดังกล่าวแล้ว โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3นั้น ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 และผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 3 เป็นคู่สัญญาในสัญญาต่างตอบแทนกับเจ้าของตึกแถวพิพาทเดิม หาใช่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆเกี่ยวกับการ เช่า ตึกแถวพิพาทเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องศาลอุทธรณ์เห็นด้วยในผลที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรณีดังกล่าวนี้ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่ผู้ เช่า ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่า เช่า ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละห้าพันบาท และจำเลยทั้งสามมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิอยู่บนอสังหาริมทรัพย์นั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง ดังนี้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก และวรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาในทำนองว่าโจทก์ไม่รู้มาก่อนซื้อตึกแถวพิพาทว่าเจ้าของตึกแถวพิพาทเดิมกับจำเลยทั้งสามมีสัญญาต่างตอบแทนกัน และโจทก์มีความสุจริตในการซื้อตึกแถวพิพาทจากเจ้าของเดิมนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจ ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับเป็นฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย พิพากษาฎีกาโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5911/2533 นาง ยุ รีพร ตันติวรอังกูร โจทก์ สมาคม ฌาปนกิจ สงเคราะห์ สุวรรณ รัตน์ สงเคราะห์ ฯลฯ จำเลย ป.พ.พ. ม. 538 ป.วิ.พ. ม. 248