ฎีกาที่ 5884/2533
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อเงื่อนไขการเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เอา ประกันภัย มิได้ชำระเบี้ย ประกันภัย ตามกำหนดมิได้บังคับไว้โดยเด็ด ขาด โดยกรณีที่ผู้เอา ประกันภัย ไม่ชำระเบี้ย ประกันภัย ตามกำหนด บริษัทจำเลยยังผ่อนผันขยายเวลาให้ชำระเบี้ย ประกันภัย ที่ค้างได้ ดังนั้น เมื่อผู้เอา ประกันภัย ชำระเบี้ย ประกันภัย ที่ขาดชำระให้แก่ตัวแทนของจำเลยแล้ว ถือได้ว่ากรมธรรม์ ประกันภัย มีผลบังคับโดยสมบูรณ์ตามเงื่อนไขนั้นแล้ว ไม่จำต้องให้จำเลยอนุญาตหรือแสดงเจตนาใหม่ในการรับต่ออายุกรมธรรม์ ประกันภัย แม้ตัวแทนจำเลยยังไม่ได้นำเบี้ย ประกันภัย ส่งให้แก่จำเลย และในวันรุ่งขึ้นผู้เอา ประกันภัย ถูกรถชนถึงแก่ความตาย จำเลยก็ต้องรับผิด.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาของนายเผอิญ เฟื่องทรัพย์ ซึ่งได้เอาประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ทวีคูณ กับจำเลยกำหนดระยะ 20 ปี ชำระเบี้ย ประกันภัย เดือนละ 200 บาท เป็นเวลา 15 ปี จำนวนเงินอุบัติเหตุ51,700 บาท ระบุโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน2527 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายเผอิญถูกรถยนต์ชนถึงแก่กรรม จำเลยปฏิเสธที่จะใช้ค่าสินไหมทดแทน ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทอแทนแก่โจทก์จำนวน 51,700 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า กรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำกับนายเผชิญ ขาดผลบังคับแล้วเพราะนายเผอิญได้ชำระเบี้ย ประกันภัย เพียง 3 งวด(มิถุนายน, กรกฎาคม, สิงหาคม) สำหรับเบี้ยประกันงวดเดือนกันยายนและตุลาคม 2527 ผู้เอา ประกันภัย ชำระให้แก่ตัวแทนของจำเลยย้อนหลังเมื่อกรมธรรม์ขาดผลบังคับแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 41,700 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีประเด็นว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้องจากจำเลยหรือไม่ จำเลยต่อสู้ว่าไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์เพราะกรมธรรม์ ประกันภัย ไม่มีผลบังคับแล้วเนื่องจากนายเผอิญ ผู้เอาประกันชีวิตขาดส่งชำระเบี้ยประกันเกินกำหนด 2 เดือนนับแต่วันถึงกำหนดชำระตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ ประกันภัย ศาลฎีกาได้พิจารณาสัญญาตามกรมธรรม์ ประกันภัย เอกสารหมาย ล.3 แล้วเห็นว่าตามกรมธรรม์ ประกันภัย ดังกล่าวได้กำหนดเงื่อนไขการชำระเบี้ย ประกันภัย ไว้ตามข้อ 3. และข้อ 4. ในข้อ 3. กำหนดไว้ว่า "3. การชำระเบี้ย ประกันภัย ตามกำหนดแล้วหากผู้เอา ประกันภัย ไม่ชำระเบี้ย ประกันภัย เมื่อถึงกำหนดบริษัทจะผ่อนผันขยายเวลาให้อีก 2 เดือนนับแต่วันที่กำหนดชำระ ภายในกำหนดระยะเวลาที่ผ่อนผัน บริษัทถือว่ากรมธรรม์ ประกันภัย ฉบับนี้มีผลบังคับอยู่โดยสมบูรณ์" ข้อ 4. กำหนดไว้ดังนี้ "4.กรมธรรม์ ประกันภัย ขาดอายุและการต่ออายุ หากผู้เอา ประกันภัย ไม่ชำระเบี้ย ประกันภัย ภายในกำหนดระยะเวลาที่ผ่อนผันให้ กรมธรรม์ ประกันภัย ฉบับนี้จะขาดผลบังคับทันที ข้อ 4. วรรคสองกำหนดไว้ว่า ผู้เอา ประกันภัย มีสิทธิขอต่ออายุกรมธรรม์ ประกันภัย ได้ภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันที่ขาดชำระ โดยผู้เอา ประกันภัย ต้องชำระเบี้ย ประกันภัย ที่ค้างอยู่พร้อมทั้งหนี้สินที่ค้าชำระใด ๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องด้วยกรมธรรม์ ประกันภัย ฉบับนี้ (หากมี) ให้แก่บริษัทภายในกำหนดเวลาดังกล่าว และในการนี้บริษัทจะถือว่าการชำระเบี้ยประกันภายหลังจากกรมธรรม์ ประกันภัย ขาดผลบังคับตามความในวรรคแรกเป็นการต่ออายุกรมธรรม์และข้อ 4. วรรคสามกำหนดไว้ว่า อนึ่ง บริษัทสงวนสิทธิที่จะปฏิเสธไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ ประกันภัย ฉบับนี้ก็ได้ หากปรากฏว่าผู้เอา ประกันภัย มีสุขภาพไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม" ดังนี้แสดงให้เห็นว่าเงื่อนไขขอการเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เอาประกันมิได้ชำระเบี้ย ประกันภัย ตามกำหนดนั้นมิได้บังคับไว้โดยเด็ดขาด แม้ผู้เอา ประกันภัย ไม่ชำระเบี้ย ประกันภัย ตามกำหนด จำเลยก็ยังผ่อนผันขยายเวลาให้ชำระเบี้ย ประกันภัย ที่ค้างนั้นได้ภายในกำหนด 2 เดือนนับแต่วันถึงกำหนดชำระ และภายในกำหนดระยะเวลาที่ผ่อนผันดังกล่าวก็ให้ถือว่า กรมธรรม์ ประกันภัย ยังมีผลบังคับอยู่โดยสมบูรณ์ นอกจากนั้นตามกรมธรรม์ ประกันภัย ข้อ 4. วรรคสอง ยังกำหนดให้สิทธิแก่ผู้เอา ประกันภัย ซึ่งขาดชำระเบี้ย ประกันภัย มีสิทธิต่ออายุกรมธรรม์ ประกันภัย ได้ภายในกำหนดห้าปีนับแต่ที่ขาดชำระ โดยผู้เอา ประกันภัย ต้องชำระเบี้ย ประกันภัย ที่ค้าอยู่พร้อมทั้งหนี้ค้างชำระใด ๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องด้วยกรมธรรม์ ประกันภัย (หากมี) ให้แก่จำเลยในกำหนดเวลาดังกล่าวและในการนี้จำเลยจะถือว่าการชำระเบี้ย ประกันภัย ภายหลังจากกรมธรรม์ ประกันภัย ขาดผลบังคับตามวรรคแรกเป็นการต่ออายุกรมธรรม์ ประกันภัย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านายเผอิญ ผู้เอา ประกันภัย ได้ชำระเบี้ย ประกันภัย ที่ขาดชำระสำหรับเดือนกันยายนและตุลาคม 2527 ให้แก่นางสาวพรรณี ตัวแทนของจำเลยเมื่อวันที่ 13พฤศจิกายน 2527 จึงฟังได้ว่า นายเผอิญ ผู้เอา ประกันภัย ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ ประกันภัย ข้อ 3 และข้อ 4. วรรคสอง โดยใช้สิทธิต่ออายุกรมธรรม์ ประกันภัย แล้ว ซึ่งตามข้อ 4. วรรคสองนั้นระบุไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยจะถือเอาเป็นการต่ออายุกรมธรรม์ ประกันภัย ดังนี้กรณีถือได้ว่ากรมธรรม์ ประกันภัย มีผลบังคับโดยสมบูรณ์ตามเงื่อนไขนั้นแล้ว ไม่จำต้องให้จำเลยอนุญาตหรือแสดงเจตนาใหม่ในการรับต่ออายุกรมธรรม์ ประกันภัย ตามที่จำเลยอ้าง เพราะมิใช่กรณีเกี่ยวกับสุขภาพของผู้เอา ประกันภัย สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ตามเงื่อนไขในข้อ 4.วรรคสองซึ่งจำเลยสงวนสิทธิที่จะปฏิเสธไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ ประกันภัย ได้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เช่นนี้แม้นางสาวพรรณี ตัวแทนจำเลยยังไม่ได้นำเบี้ย ประกันภัย ส่งให้แก่จำเลยและวันรุ่งขึ้นนายเผอิญผู้เอา ประกันภัย ถูกรถชนถึงแก่ความตาย จำเลยก็ไม่พ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ ประกันภัย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินตามฟ้องจากจำเลยคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความให้จำเลยใช้แทนโจทก์ 2,500 บาทนั้น เกินกว่าอัตราค่าทนายความที่กฎหมายกำหนด จึงเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5884/2533 นาง บานเย็น เฟื่อง ทรัพย์ หรือ ว่องไว วิทย์ โจทก์ บริษัท ไทย ประสิทธิ์ ประกันภัย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 867 , ม. 889