ฎีกาที่ 3711/2533
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้ตามสัญญาจะมีข้อสัญญาว่า หากจำเลยไม่สามารถชำระเงินงวดที่สองแก่โจทก์ภายในกำหนด ยอมให้ริบเงินที่ได้ชำระไปแล้วทั้งหมดได้และสัญญาเป็นอันยกเลิก แต่ต่อมาจำเลยได้นำเงินงวดที่สองไปชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน ทั้งยังให้โจทก์จดทะเบียนทาง ภาระจำยอม ให้จำเลยพร้อมกับทำบันทึกกันไว้ด้านหลังสัญญาว่า ให้เลื่อนการโอนที่ดินของจำเลยไปก่อนและตราบใดที่จำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง ให้โจทก์มีสิทธิปิดทาง ภาระจำยอม ได้ หาได้มีการกำหนดให้มีการเลิกสัญญากันได้ให้เหมือนกับที่เคยทำกันไว้ไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยว่าไม่ประสงค์จะให้นำเอาข้อสัญญาเดิมมาใช้บังคับกันอีกต่อไป เท่ากับเป็นการสละประโยชน์แห่งเงื่อนไขในการเลิกสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะเอาประโยชน์จากข้อสัญญาดังกล่าวที่จำเลยได้สละไปแล้ว เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนและโจทก์ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ให้จำเลยแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิที่จะให้จำเลยโอนที่ดินตามสัญญาเป็นการชำระหนี้ตอบแทนให้แก่โจทก์ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญากันว่าจำเลยขอใช้ทางเดินในที่ดินของโจทก์เป็นทางเข้าออกที่ดินของจำเลย โดยโจทก์ตกลงจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้และจำเลยตกลงชำระเงิน 900,000 บาท กับโอนที่ดินของจำเลยให้แก่โจทก์เป็นการตอบแทนในวันที่โจทก์จดทะเบียน ภาระจำยอม ให้จำเลย ต่อมาโจทก์จดทะเบียน ภาระจำยอม ให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมโอนที่ดินของจำเลยให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินของจำเลยให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา ในวันที่จดทะเบียน ภาระจำยอม ได้มีการตกลงกันว่าถ้าจำเลยไม่โอนที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ต้องเปิดทาง ภาระจำยอม ให้แก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิเลือกไม่โอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับปฏิบัติด้วยการไม่เปิดทางให้จำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ และให้โจทก์เปิดให้จำเลยใช้ที่ดิน ภาระจำยอม ที่จดทะเบียนไว้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2521 โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีข้อความในสัญญาข้อ 1 ใจความว่า โจทก์จะจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้จำเลยใช้ทางในที่ดินของโจทก์โดยจำเลยจะชำระเงินค่าตอบแทนในการใช้ทางให้แก่โจทก์จำนวน 900,000 บาท ชำระในวันทำสัญญาเป็นเงินมัดจำ 50,000 บาท ส่วนที่เหลือ 850,000 บาท ในวันที่ 10 กันยายน 2523 และจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3964 ให้แก่โจทก์บางส่วนในวันจดทะเบียน ภาระจำยอม ข้อ 2 ใจความว่า หากจำเลยไม่สามารถจัดการโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ภายในกำหนดที่ระบุไว้ในข้อ 1 ก็ให้โจทก์มีสิทธิรับเงินมัดจำที่วางไว้ตามสัญญาโดยไม่มีข้อต่อรองใด ๆ ทั้งสิ้น ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2523 โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 เพิ่มเติมสัยญาตามเอกสารหมาย จ.1 โดยแก้ไขกำหนดการชำระเงินจากวันที่ 10 กันยายน 2523 มาเป็นวันที่ทำสัญญากันจำนวน 250,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 500,000 บาท จะชำระในวันที่ 10 ตุลาคม 2523 หากไม่สามารถชำระภายในกำหนดดังกล่าวยินยอมให้ริบเงินที่ได้ชำระไปแล้วทั้งหมดและสัญญาเป็นอันยกเลิก ต่อมาในวันที่ 16 ตุลาคม 2523 จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์ ส่วนโจทก์จดทะเบียนทาง ภาระจำยอม ให้จำเลย แต่จำเลยยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยให้แก่โจทก์เพราะยังแบ่งแยกไม่เสร็จ โจทก์จำเลยจึงได้ทำบันทึกกันไว้ด้านหลังของสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ว่า ให้เลื่อนการโอนที่ดินของจำเลยไปก่อน และตราบใดจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ตามข้อตกลงให้แก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิไม่เปิดทางเดินให้จนกว่าจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงแล้ว โจทก์ได้ปิดทาง ภาระจำยอม ไว้จนถึงปี พ.ศ. 2523 จำเลยแบ่งแยกที่ดินของจำเลยเสร็จ โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยโอนที่ดินให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่โอนให้แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีข้อสัญญาเป็นเงื่อนไขในการเลิกสัญญากับโจทก์ไว้ล่วงหน้าว่า หากจำเลยไม่สามารถจัดการโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ภายในกำหนด ก็ให้โจทก์มีสิทธิรับเงินมัดจำที่วางไว้ตามสัญญาโดยไม่มีข้อต่อรองใด ๆ ทั้งสิ้น และตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 1 ว่า หากไม่สามารถชำระเงินงวดที่สองได้ภายในกำหนดดังกล่าว ยินยอมให้รับเงินที่ได้ชำระไปแล้วทั้งหมดได้ และสัญญาเป็นอันยกเลิก สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่โจทก์ได้รับประโยชน์ฝ่ายเดียว จึงให้สิทธิจำเลยที่จะเลือกว่าจะให้โจทก์รับเงินทั้งหมดแทนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ได้ เมื่อจำเลยยอมให้โจทก์ริบเงินที่ชำระให้โจทก์ทั้งหมดแล้วและโจทก์ไม่ได้เปิดทาง ภาระจำยอม ให้จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องโอนที่ดินให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า เงื่อนไขในการเลิกสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 2 และหมาย จ.2 ข้อ 1 เป็นเงื่อนไขทำนองเดียวกัน เมื่อมีการแก้ไขสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 1 แล้ว มีผลทำให้เงื่อนไขการเลิกสัญญาตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 2 เป็นอันยกเลิกไป และภายหลังจากมีการเพิ่มเติมเงื่อนไขในการเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 1 แล้ว ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า จำเลยได้นำเงินงวดที่สองไปชำระให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ทั้งยังให้โจทก์จดทะเบียนทาง ภาระจำยอม ให้จำเลยพร้อมกับทำบันทึกกันไว้ด้านหลังของสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ว่า ให้เลื่อนการโอนที่ดินของจำเลยไปก่อนและตราบใดที่จำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยให้ตามข้อตกลงแล้ว ให้โจทก์มีสิทธิปิดทาง ภาระจำยอม ได้ หาได้มีการกำหนดให้มีการเลิกสัญญากันได้เหมือนกับที่เคยทำกันไว้ไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยว่าไม่ประสงค์จะให้นำเอาข้อสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 1 มาใช้บังคับกันอีกต่อไป เท่ากับเป็นการสละประโยชน์แห่งเงื่อนไขในการเลิกสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิจะเอาประโยชน์จากข้อสัญญาดังกล่าวที่จำเลยได้สละไปแล้ว เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนและโจทก์ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ให้จำเลยแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิที่จะให้จำเลยโอนที่ดินตามสัญญาเป็นการชำระหนี้ตอบแทนให้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ประกอบด้วยมาตรา 213 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3711/2533 นายวินัย พันธุมจินดา โจทก์ นายอารอบ ปทุมแก้ว ล. ป.พ.พ. ม. 132 , ม. 213 , ม. 364