ฎีกาที่ 2368/2533
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินและตกลง กันตาม บันทึกต่อ ท้ายสัญญาว่าจำเลยยินยอมจดทะเบียนภารจำยอมให้แก่โจทก์แม้โจทก์จะได้ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ซื้อ ให้แก่ จ. ไปแล้วในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ก็ยังอาศัยสิทธิดังกล่าวเรียกร้องให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมตาม ข้อตกลงได้ รวมตลอด ทั้งมีสิทธิได้ รับค่าเสียหายจากความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนฟ้องซึ่งขณะนั้นโจทก์ยังเป็นเจ้าของที่ดินอยู่.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 31017, 31018แขวงบางบำหรุ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร จากจำเลยในราคารวม750,000 บาท มีข้อตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่24 พฤศจิกายน 2527 และจำเลยจะต้องไปจดทะเบียน ภาระจำยอม ทางเดินแก่ที่ดินที่ซื้อในที่ดินโฉนดเลขที่ 30991 และ 31014 ให้แก่โจทก์ภายใน 90 วัน ต่อมาจำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินที่ซื้อทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ แต่ไม่ยอมจดทะเบียน ภาระจำยอม ตามสัญญา ทำให้โจทก์เสียหาย ไม่สามารถปลูกสร้างบ้านในที่ดินและนำที่ดินไปใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินจากธนาคารได้ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนที่ดินโอนเลขที่ 30991, 30114 ดังกล่าวเป็น ภาระจำยอม ถนนทางเดินแก่ที่ดินที่โจทก์ซื้อ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ตามสัญญาซื้อขายที่ดินมีเงื่อนไขว่า ที่ดินที่โจทก์ซื้อจากจำเลยทั้งสองแปลงต้องใช้ปลูกบ้านอยู่อาศัย ห้ามสร้างเป็นอย่างอื่น โจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข จำเลยจึงไม่ต้องไปจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้โจทก์ จำเลยมิได้ผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 30991, 31014 เป็น ภาระจำยอม แก่ที่ดินโฉนดเลขที่31017, 31018 ของโจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหาย10,000 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31017, 31018 ให้แก่นายจีระศักดิ์ สุภัจจาภิชัย ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2530อำนาจฟ้องและอำนาจในการบังคับคดีของโจทก์ได้ระงับลง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจดทะเบียน ภาระจำยอม ตามฟ้อง และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายดังกล่าวนั้นเห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า โจทก์ได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31017,31018 ให้แก่นายจีระศักดิ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2530ซึ่งเป็นเวลาอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็ห้าม แต่ข้อเท็จจริงได้ความแล้วว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันตามบันทึกต่อท้ายสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ว่า จำเลยยินยอมจดทะเบียนภารจำยอมให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลง และจำเลยก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวด้วยเช่นกัน โจทก์จึงอาศัยสิทธิดังกล่าวเรียกร้องให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมตามข้อตกลงได้ รวมตลอดทั้งความเสียหายเกิดขึ้นก่อนฟ้อง ซึ่งขณะนั้นโจทก์ยังเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 31017, 31018 อยู่ ดังนี้โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหาย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2368/2533 นาง วัชรี อติทิพยางกูร โจทก์ นาย สว่าง จุฬาพงษ์วนิช จำเลย ป.พ.พ. ม. 222 วรรคสอง , ม. 1336 , ม. 1387 ป.วิ.พ. ม. 55