ฎีกาที่ 4015/2532
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่าอาจชนะคดีโจทก์เพราะโจทก์มิได้ฟ้องบังคับจำนอง จะต้องฟ้องที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุไว้ชัดแล้วว่าฟ้องบังคับจำนองด้วยจึงเป็นข้ออ้างที่ไร้สาระ ส่วนคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 2ที่ระบุว่า หากจำเลยที่ 2 มีโอกาสต่อสู้คดีแล้วจะต้องชนะคดีโจทก์แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนอง จำเลยที่ 2 ก็ไม่ควรต้องรับผิดเกินกว่า 600,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจำนอง ก็เป็นข้ออ้างลอย ๆ ไม่ได้แสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งว่าคำพิพากษาไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยทั้งสองถือไม่ได้ว่าได้แสดงข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยละเอียดชัดแจ้ง จึงเป็นคำขอที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง.
ย่อยาว
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้บังคับจำนองเอากับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 นำมาจำนอง ค้ำประกัน หนี้ของจำเลยที่ 1ไว้กับโจทก์ หรือยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ระหว่างการบังคับคดีตามคำพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาในชั้นฎีกาเพียงข้อเดียวว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ได้ระบุข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นโดยละเอียดชัดแจ้งหรือไม่ ตามคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 ระบุว่า ศาลพิพากษาให้ใช้เงินแก่โจทก์จึงคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงหากให้โอกาสแก่จำเลยที่ 1 นำพยานหลักฐานมาต่อสู้คดี จำเลยที่ 1อาจชนะคดีได้ เพราะโจทก์ฟ้องให้ชำระเงินกู้ ไม่ใช่ฟ้องให้บังคับจำนอง จึงต้องฟ้องที่กรุงเทพมหานคร ส่วนคำขอของจำเลยที่ 2 ระบุว่า หากจำเลยที่ 2 มีโอกาสสู้คดีแล้วจำเลยที่ 2 จะต้องชนะคดีโจทก์แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองจริง แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่ควรจะต้องรับผิดเกินกว่า 600,000 บาทตามที่ระบุไว้ในสัญญาจำนอง เห็นว่าตามคำขอของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่าอาจชนะคดีโจทก์ เพราะโจทก์มิได้ฟ้องบังคับจำนอง จะต้องฟ้องที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุไว้ชัดแล้วว่าฟ้องบังคับจำนองด้วย จึงเป็นข้ออ้างที่ไร้สาระ ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจะต้องชนะคดีโจทก์ก็เป็นข้ออ้างลอย ๆ ไม่ได้แสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งว่าคำพิพากษาไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ดังนั้นคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยทั้งสองถือไม่ได้ว่า ได้แสดงข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยละเอียดชัดแจ้ง จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4015/2532 ธนาคาร ไทย พาณิชย์ จำกัด โจทก์ นาง นฤมล คำมั่น หรือ ศักดิ์ มั่น วงศ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 208 วรรคสอง