ฎีกาที่ 4144/2532
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์กู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 โดย จำนอง ที่พิพาทเป็นประกันต่อมาโจทก์ตกลงโอนที่พิพาทชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 2ขณะโอนที่พิพาทมีราคาเท่ากับจำนวนหนี้ การตกลงดังกล่าวจึงเป็นไปตามเงื่อนไขแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสองมีผลให้หนี้เงินกู้และสัญญา จำนอง ระงับไปตามมาตรา 321744และเป็นการที่โจทก์เอาทรัพย์ จำนอง ตีใช้หนี้จำเลยที่ 2 หาใช่ผู้รับ จำนอง เรียกเอาทรัพย์ จำนอง หลุดซึ่งผู้ จำนอง จะต้องขาดส่งดอกเบี้ยถึง 5 ปี ตามมาตรา 729 ไม่.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้หลอกลวงให้โจทก์ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจแล้ว จำเลยที่ 1 ใช้หนังสือมอบอำนาจนั้นจดทะเบียน จำนอง ที่ดินโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 และต่อมาจำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงให้โจทก์ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจเปล่าแล้วนำไปกรอกข้อความโอนที่ดินโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยที่ 2โอนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ถ้าโอนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 3 ล้านบาทแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ไปกู้เงินจำเลยที่ 2มาชำระหนี้เดิมของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 เอาใบมอบฉันทะเปล่าของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมรู้เห็นด้วย จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจำเลยที่ 2 โดยนำที่พิพาทมา จำนอง เป็นประกัน ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2ทวงให้โจทก์ชำระหนี้ โจทก์จึงมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3 ล้านบาทแก่โจทก์ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 จำนวน 500,000 บาท ได้ จำนอง ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดเลขที่ 7720 เป็นประกัน โจทก์ค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน300,000 บาทเศษ รวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงิน 800,000 บาทเศษต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2518 โจทก์ได้ทำนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7720 รายพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้ จำนอง ที่โจทก์ยังติดค้างชำระจำเลยที่ 2 อยู่ให้เสร็จสิ้นไป เห็นว่าการที่โจทก์โอนที่ดินรายพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นเป็นการที่โจทก์ตกลงเอาที่พิพาทชำระหนี้เงินกู้ที่โจทก์ยืมไปจากจำเลยที่ 2 โดย จำนอง ที่พิพาทไว้เป็นประกัน และจำเลยที่ 2 ยอมรับเอาที่พิพาทแทนการชำระหนี้เงินกู้นั้น อันมีผลทำให้หนี้เงินกู้ที่มีการ จำนอง เป็นประกันระงับสิ้นไปและทำให้สัญญา จำนอง ระงับสิ้นไปด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321, 744 และการที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกลงกันเอาที่พิพาทชำระหนี้เงินกู้จำนวน 800,000 บาทเศษนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่พิพาทในขณะที่โจทก์จดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 2 มีราคาประมาณ 800,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินที่โจทก์เป็นหนี้เงินกู้จำเลยที่ 2 การตกลงของโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นไปตามเงื่อนไขแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสองที่โจทก์ฎีกาว่าการโอนที่พิพาทเพื่อชำระหนี้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 729(1) นั้น เห็นว่าการจดทะเบียนโอนที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นกรณีที่โจทก์เอาทรัพย์ที่ จำนอง ตีใช้หนี้ให้จำเลยที่ 2 หาใช่จำเลยที่ 2ผู้รับ จำนอง เรียกเอาทรัพย์ จำนอง หลุดซึ่งผู้รับ จำนอง ต้องขาดส่งดอกเบี้ยถึงห้าปีไม่ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4144/2532 นาง รัตนา ศรีไชยยันต์ โจทก์ นาย โสภ ณ เที่ยงธรรม กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 321 , ม. 656 วรรคสอง , ม. 729 , ม. 744